เธอคือ HOT MOM ตัวจริง! คุณแม่ลูกสองที่หุ่นฟิตที่สุด เธอทำได้ยังไงนะ? MOM'S LIFE

“หยุดหลอกลูกวัย 4 ขวบได้แล้ว ถ้าอยากให้ลูกเป็นคนหัวไว!” KIDS

เอายังไงดี? ถ้าพ่อเทพบุตรสามีไม่เคยช่วยเรื่องเงินซักอย่าง LOVE

Uniqlo_EN
Beauty Logo
KIDS

8 สัญญาณเตือนว่าลูกเราจะเป็นเด็กสปอยล์ ที่ฝรั่งเขาเรียกว่า “Brat” หรือไม่?

  กลัวคำนี้มากๆๆๆๆๆ ได้แต่ภาวนาตั้งแต่เลี้ยงเขามาตอนเล็กๆ ขออย่าให้ลูกเราเป็นเด็กแบบแบรทเล้ยยยย เวลามีเพื่อนเล่าเรื่องเจอเด็กแนวแบรทตามที่ต่างๆ ให้ฟังแล้วจะหลอนๆ เคยดูจากรายการ The Nanny นั่นก็น่ากลัวมาก เลยต้องหาข้อมูลนิดว่าตกลงเด็กแบรทเป็นยังไงกันนะ   แต่แม่ๆ อย่าตกใจไป ถึงจะมีความแบรทอะไรบางอย่างในตัวลูก ผู้เชี่ยวชาญทุกท่านฟันธงว่า เขาสามารถหายได้แน่นอน เหมือนที่ซูเปอร์ แนนนี่จากรายการ The Nanny ปราบอยู่มาแล้ว และใครจะไปรู้ว่าที่เขาแบรทก็อาจมีส่วนมาจากเราเลี้ยงเขานี่ล่ะ มาปะทะความจริงกันไปเลยดีกว่า รู้ไว้จะได้หาทางแก้ได้ ถ้าเขาแบรทจริง… เขาจะ….. อูยยยยยย กลัวๆๆๆๆๆๆ   1 เขาจะชอบวีนแตก จะเอาๆๆๆๆๆๆ เด็กที่ไม่แบรทถ้าไม่ได้ดั่งใจอะไร เขาก็จะมีวีนอยู่แล้ว ก็จะร้องบ้างตามปกติ แต่เด็กแบรทจะวีนแตกตลอดเวลา เพราะอะไรน่ะหรือ ไดแอน สตานอสเซ็คผู้เชี่ยวชาญเรื่องพัฒนาการเด็กบอกว่า “เพราะเขารู้น่ะสิว่าพ่อแม่จะต้องตามใจ” เขาก็เลยทำบ่อย แก้ยังไงดี: วิธีที่เร็วที่สุดหยุดให้เขาวีนก็คือไม่อินไปกับเขา และบอกเขาว่า “แม่จะไม่ฟังเสียงกรี๊ดๆ แบบนี้นะ ถ้าลูกพูดกับแม่ดีๆ ขอแม่ดีๆ แม่ถึงจะฟัง” แม่ต้องทำเสียงจริงจังด้วยนะ และใจต้องแข็งแกร่งกว่าหินผา ห้ามยอมเด็ดขาดนะ!   2 เขาจะชอบโหดใส่เด็กคนอื่น แน่ะ! แบรทกับแม่ไม่พอ จะต้องไปจัดการเด็กคนอื่นด้วย โถๆๆๆๆๆ เขาจะดราม่า เห็นเด็กคนอื่นก่อปราสาททรายอยู่ดีๆ ก็จะเดินไปขยี้ๆๆๆๆ แล้วทำเฉย และไม่ขอโทษด้วย และอย่าให้เด็กคนไหนมาโดนตัวอะไรล่ะ โอยยย จะทำกลับหนักกว่าเดิมทันทีเลย แก้ยังไงดี: “อย่าขอโทษเด็กคนอื่นแทนลูกเด็ดขาด” ให้จัดการให้ลูกเข้าไปขอโทษให้ได้ ไม่อย่างนั้นลูกจะได้รับผลจากการกระทำนี้แน่นอน!!   3 เขาก็โหดใส่ผู้ใหญ่ด้วยเหมือนกัน ฮือๆๆๆๆๆ อยู่ดีๆ ก็มากรี๊ดใส่หน้า พูดอะไรนิดหน่อยก็ว้ากออกมา ยิ่งเพื่อนแม่ที่ไม่เคยรู้จัก พอเจอปุ๊บไปแลบลิ้นใส่ พ่นน้ำลายใส่ และมีพูดคำไม่ดีใส่ด้วย แซ่บจริ๊งงงงง แก้ยังไงดี: เหมือนเดิม คืออย่าไปขอโทษคนอื่นแทนลูกเรา ถ้าเขาทำอะไรไม่ดี เขาก็ต้องแก้ไข เขาต้องไปขอโทษคนนั้นให้ได้!!   4 เรื่องเล็กนิดเดียว ต้องทำเหมือนฟ้าจะถล่ม เด็กปกติก็จะมีหงุดหงิดเวลาหิว เหนื่อย ง่วง แต่เด็กแบรทพร้อมจะหงุดหงิด โกรธกับทุกสิ่งตรงหน้าได้สิน่า ถ้ามีอะไรเพียงนิดเดียวที่เขาไม่ชอบ เขาจะทำมันทันที! แก้ยังไงดี: ต้องไม่สนใจเท่านั้น ถ้าอยู่ในบ้านก็เดินหนีออกนอกห้องไปเลย ปล่อยให้กรี๊ดไป แต่ถ้าอยู่ข้างนอกล่ะ เออ! ทำไงดี? อาจต้องจับเข้ามุมที่ไม่เป็นพิษต่อคนอื่น แล้วแม่ก็นั่งข้างๆ ไม่สนใจปล่อยให้ร้องไปให้สุด แม่ต้องอดทนมากนิดหนึ่งเลยนะ   5 เขาจะไม่แบ่งอะไรให้ใครเลย ชัวร์อยู่แล้ว เด็กแบรทต้องมาพร้อมความหวงของ! เขาจะคิดว่าทุกสิ่งในโลกเป็นของเขา และเขาจะไม่มีวันแบ่งอะไรให้ใคร และมีไปแย่งของคนอื่นมาด้วยอีกแน่ะ แก้ยังไงดี: ถ้าเขาไปเอาของคนอื่นมา อย่าแค่ดึงของจากเขา แล้วยื่นกลับให้คนนั้น ให้บอกเขาว่า “ในบ้านเรา จะไม่มีใครสามารถไปเอาของคนอื่นแบบนี้มาได้ รู้ไว้ด้วย ช่วยเอาของคืนคนนั้นไปซะลูก” ย้ำจนเขาคืน และพอเขาคืน ก็ชมเขาเลยทีนี้   6 ใครๆ ก็ต้องทำอะไรให้เขานะ ทั้งป้อนข้าว แต่งตัว เก็บของเล่น ที่ความจริงเขาก็ทำเองได้ แต่ไม่ทำมีอะไรมั้ย บางทีตั้งใจทำของเลอะอีก แล้วเหมือนสะใจที่เห็นแม่เดินตามเก็บ แก้ยังไงดี: บอกเขาเลยว่าถ้าทำแบบนี้ เขาจะได้รับอะไร เช่น ถ้าไม่แต่งตัว ก็จะอดเล่นของเล่น อะไรแบบนี้   7 เขาต้องการความสนใจจากแม่ตลอดเวลา ไม่ว่าแม่จะเข้าห้องน้ำ คุยโทรศัพท์ อ่านหนังสือ อะไรก็ตามเขาจะมาตื๊อตลอด มีกรี๊ดใส่โทรศัพท์ตอนแม่คุยกับเพื่อนแบบระเบิดออกมาทุกเสียงสังข์เลยนะ แก้ยังไงดี: อันนี้อาจต้องให้เวลากับเขาจริงๆ มองตาเขา อยู่ในโลกของเขา เพราะบางทีการที่เขาทำแบบนี้ อาจเป็นเพราะเรานี่ล่ะที่ยุ่ง และไม่มีเวลาให้เขาเท่าไหร่ก็ได้   8 ไม่มีทางที่เขาจะพอใจกับอะไร ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ ได้ของเล่นสักชิ้นก็ดีใจจะแย่แล้ว แต่เด็กแบรทถ้าได้อะไรเขาต้องถามเพิ่มว่า “มีอะไรอีกมั้ย” เขาจะอยากได้ๆๆๆๆ เพิ่มตลอด และมักเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนด้วย เพื่อนได้อะไร เขาต้องได้มากกว่าสิ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ที่เขาเป็นแบบนี้ “อาจเพราะเขาไม่ได้เล่นอะไรเป็นทีม เขามักจะเล่นคนเดียว อยู่คนเดียว เลยไม่ได้ฝึกเรื่องความพอ” แก้ยังไงดี: บอกเขาไปตรงๆ เวลาเขาอยากได้อะไรว่า “ลูกไม่จำเป็นต้องได้ทุกสิ่งที่ลูกอยากได้นะ” บอกและไม่ให้ไปเรื่อยๆ และทำให้ดูด้วยนี่ล่ะ ถ้ามีลูกเพื่อนมาบ้าน ก็ต้องสอนเขาว่า “เขาเป็นแขกของเรานะลูก เราจะไปอยากได้ของของเขาไม่ได้นะ”   ที่เหลือก็คือใส่ความใจแข็งลงไป ใส่ศรัทธาในหัวใจลูกด้วยว่า ลูกต้องเลิกแบรทสิ งานยากก็จริง แต่แม่ๆ จะต้องผ่านไปได้แน่นอน!!   Facebook.com/MomScream Copyright 2018 www.momscream.com

MOM'S LIFE

ลูกมียีนส์ผิดปกติช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่เขานี่ล่ะอยู่เป็นเพื่อนเราทำงานดึกๆ เสมอ

ความรักของแม่ข้ามผ่านทุกสิ่งได้จริงๆ เหมือนกับความรักของน้องเกด คุณแม่น้องเพย์ตัน น้องเกดทักเรามาในอินบ็อกซ์บอกว่า “พี่คะ เกดมีเรื่องของตัวเองค่ะ ลูกผิดปกติตั้งแต่เกิด พี่อยากฟังเรื่องเกดมั้ยคะ?” เราตอบทันทีว่ายินดีมากๆ เธออยู่อเมริกากับลูก 3 คน น้องเพย์ตันเป็นลูกคนที่สอง วันที่เธอกลับมาไทย เราได้นัดเจอเธอ น้องเกดสวย น่ารัก อ่อนโยน และเข้มแข็งเกินหญิง น้องเกดพร้อมที่จะเล่าเรื่องของเธอให้แม่ๆ ทุกคน ถ้าใครว่าเจออะไรมาหนักแล้ว ลองมาฟังเรื่องของเธอกันเลย เพราะโครโมโซมผิดปกติมาตั้งแต่พ่อแม่ น้องเกดมีสามีเป็นคนไทย เธอย้ายไปอยู่กับเขาที่อเมริกาและมีลูกด้วยกันสามคน คนแรกเป็นผู้หญิงน้องพริมอายุ 9 ขวบ คนที่สองและสามเป็นผู้ชาย เพย์ตัน 4 ขวบ และแพทริค 3 ขวบ เธอเจอความจริงของชีวิตที่เป็นแรงขับให้ต้องเข้มแข็งที่สุด เมื่อลูกคนที่สองน้องเพย์ตันคลอดออกมา น้องเกดเล่าว่า “ตอนที่ท้องไม่รู้เลย มารู้ว่าลูกไม่ปกติตอนคลอดแล้ว เพราะพอลูกเกิดก็ติดเชื้อร้ายชื่ออีโคไล (E.Coli) เป็นเชื้อแบคทีเรียร้ายแรง ที่หมอบอกว่าไม่น่าเกิดกับเด็กทารก เชื้อเกิดในกระเพราะปัสสาวะของเขา ลูกเลยอยู่ไอซียูพักหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นน้ำหนักเขาก็ไม่ขึ้น เขาแพ้นมวัวด้วย อ่อนแอมาก ตัวเล็กนิดเดียว เราก็อยู่ไอซียูดูแลเขามาตลอด” คุณหมอและน้องเกดยังไม่รู้ว่าน้องเพย์ตันมีความผิดปกติอื่นด้วย จนกระทั่งคุณหมอมาแปลกใจว่าทำไมน้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นเลย “หมอแปลกใจที่เขาน้ำหนักไม่เพิ่ม ก็เลยจับเช็คหมดเลยว่ามีปัญหาเรื่องอื่นมั้ย เช็คไปจนถึงยีนส์ตั้งต้น เช็คเลือดเรา เลือดแฟนเรา จนมาเจอว่าลูกเรามียีนส์เกินออกมา ขามีโครโมโซมตัวเอ็กซ์เพิ่มขึ้น” และที่มาของโครโมโซมนี้ น้องเกดบอกว่ามาจากตัวเธอเอง “ในจำนวนโครโมโซมทั้งหมด ตัวที่เขามีเพิ่มขึ้นมา กลับเป็นตัวที่จะทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง เขาจะเติบโตช้า แล้วเรื่องอื่นๆ จะตามมาหมด กล้ามเนื้อจะอ่อนแรงเพิ่ม เขาจะไม่เข้าใจเวลาเราพูด แต่หน้าตา ร่างกายเขาจะเหมือนเด็กปกติเลย” เริ่มโฟกัสที่การรักษา และเข้าไปอยู่ในโลกของเขา น้องเกดบอกว่ารู้ตอนแรกยังรับไม่ได้ ปรับตัวไม่ได้เลย ตอนที่รู้ว่าน้องติดเชื้อ เธอก็ยังทำใจไม่ได้ เธอร้องไห้นะ แต่ร้องแค่วันเดียว เพราะรู้สึกว่าลูกไม่มีใคร เธอต้องลุกแล้วสู้ให้สุดกำลังแล้ว และเธอก็ได้กำลังใจจากคุณหมอด้วย “โชคดีเกดได้หมอจากสแตนฟอร์ด หมอพูดว่าที่นี่มียาทุกประเภทที่จะรักษาโรคได้ หมอเชื่อว่าน้องต้องหาย” หลังจากนั้นคุณหมอก็เริ่มรักษาโดยให้นมพิเศษกับเพย์ตัน หมอหานมที่น้องกินได้ ป้อนไป สำลักไปมาเรื่อยๆ เขาไม่ได้เจริญเติบโตมาก กราฟน้อยกว่าเกณฑ์มาก น้องเกดเล่าต่อว่า “จนพอลูกโตมาได้ห้าหกเดือน กล้ามเนื้อทุกส่วนไม่พัฒนาเลย เขายิ้ม เขาเล่น แต่เขาไม่เข้าใจ และจะช้ากว่าเด็กทั่วไป” สิ่งที่คุณแม่คนนี้ทำให้ลูกก็คือ น้องเกดจะอยู่กับลูก 24 ชั่วโมง เธอเข้าไปอยู่ในโลกของเขา เล่นกับเขา จนเขาชิน ประโยคหนึ่งที่ทำเอาเรามีก้อนมาจุกที่หัวใจ น้องเกดบอกว่า “เกดคิดว่าเขาไม่รู้ว่าเราเป็นแม่ด้วยซ้ำ” สิ่งที่เกดคอยทำให้ลูกตลอดก็คือ เธอฝึกลูกให้ชันคอ พลิกตัว ทำโน่นนี่ที่เธอคิดว่าจะช่วยเรื่องพัฒนาการของลูก “เพย์ตันมานั่งได้ตอน 8 เดือน ตอนนี้เขาสี่ขวบก็ยังเดินไม่ได้ เพิ่งจะเริ่มหัดยืน เวลาเขานั่งก็จะนั่งแล้วเอนไปข้างหลัง เพราะกล้ามเนื้อเขาอ่อนแรงไปหมด” เกดจะคอยพูด มองตาลูกตลอด เธอยังมีแต่รอยยิ้มให้ลูกเสมอด้วย เธอเล่าให้ฟังต่อว่า “ตอนนี้เขาทานข้าวไม่ได้แล้ว กินน้ำก็ไม่ค่อยได้ เพราะปอดติดเชื้อ ปีหนึ่งต้องเข้าโรงพยาบาลที่เคสหนักๆ สองสามครั้งติดๆ กัน หมอเลยบอกว่าต้องให้อาหารทางสายยางแล้วนะ” แต่ไม่ว่าจะยังไง น้องเกดก็มีความสุขกับเพย์ตันได้ตลอด ลูกทำให้เรามีความสุข ไม่ว่าจะยังไงเราก็มีความสุข ความน่ารักของน้องเพย์ตันที่เกดเล่าไปยิ้มไปก็คือ “เขาเป็นคนเงียบๆ ไม่สร้างปัญหาอะไรให้เกดเลย เขาร้องเสียงดังนะ แต่เขาก็น่ารัก อย่างเวลาตอนกลางคืนเกดจะมาทำงานบ้าน เขาก็จะตื่น เกดก็อุ้มเขามานั่งในครัว เราทำความสะอาดไป เขาก็รอเกดไป ไม่ว่าจะดึกแค่ไหนเขาจะไม่หลับ เขารอจนกว่าแม่เสร็จ หัวของแม่ต้องอยู่ข้างๆ เขาถึงจะหลับไป” ถามน้องเกดต่อว่าแล้วเพย์ตันมีความสุขไหม? น้องเกดบอกว่า “ความสุขของเขาคือเขาอยู่กับตัวเองก็มีความสุขแล้ว ได้กลิ้งไปกลิ้งมา หาของเล่น เล่นเงียบๆ ของเขาคนเดียว เขาก็อยู่ได้แล้ว แค่เขาเห็นหน้าเราเดินไปเดินมา เขาก็โอเคแล้ว” ลูกเกือบไม่ไหวยังไง แม่นี่ล่ะดึงลูกกลับมาได้ อีกเรื่องที่ต้องเข้าไปกอดน้องเกดแรงๆ เลยคือตอนที่เธอเล่าเรื่องเพย์ตันเกือบจะไม่ไหวให้ฟัง “เขาจะไม่อยู่หลายครั้งแล้ว แต่เราดึงเขากลับมาได้ มีครั้งหนึ่งเพิ่งไม่นานมานี้เอง เขาตัวเขียว ปากม่วง ตอนนั้นเกดนึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะทำยังไง เพราะถ้าเขาชักเราจะรู้ แต่วันนั้นปากม่วงไปหมด มือเขาขึ้นลายเลย เกดเลยเอาเครื่องพุชอากาศมาใส่เขา ไข้ก็สูงมาก มือหนึ่งพยายามให้ยาเขา อีกมือโทร. 911 มีคนหกคนคุยกับเกดจนไปถึงโรงพยาบาล หมอช่วยจนปลอดภัย แต่เกดพุชหมอต่อให้ตรวจอย่างอื่นเพิ่มด้วย เซนส์ของแม่มันบอกอย่างนั้น เพราะเกดเป็นคนเดียวที่รู้ทุกอาการของลูก ถ้ามีอะไรที่ไม่เคยเป็นจะไม่แน่ใจแล้ว” เพราะความใส่ใจ และคอยสังเกตของน้องเกด เลยช่วยชีวิตลูกได้ทัน เธอไม่หยุดอยู่แค่นั้น ยืนยันว่าต้องหาให้เจอว่าลูกเป็นอะไรเพิ่ม ตอนนี้เธอก็ยังรอตรวจเพิ่มอยู่ เพย์ตันต้องเข้าไปฝึกเพิ่มในโรงเรียนแล้ว หลังจากดูแลลูกมาได้ห้าปีกว่าๆ น้องเกดก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะมีผู้เชี่ยวชาญกว่าเธอคอยสอนเพย์ตัน เธอเลยตัดใจให้ลูกเข้าโรงเรียนเด็กพิเศษ “โรงเรียนของเด็กพิเศษที่นี่ จะมีรถโรงเรียนมารับ มีรถเข็น มีคนดูแลตัวต่อตัวเลย เขามารับเพย์ตันไป เราก็แอบไปอยู่ที่โรงเรียน ทำเป็นถามโน่นนี่ครู จริงๆ เราอยากอยู่ดูลูกเรา” วันแรกที่เธอไป น้องเกดบอกว่าน้ำตาซึมเลย เธอเจอเด็กคนอื่นๆ ที่เป็นมากกว่าเพย์ตันเยอะ เหมือนเข้าไปอีกโลกหนึ่ง โลกที่เธอบอกว่าค่อนข้างเงียบ แต่สวยงาม “มันมีความสดใสในโลกของเขากันนะ” และเกดสังเกตว่าหลังจากเพย์ตันเข้าโรงเรียน ตอนที่เขาเห็นหน้าแม่มารับ เขาจะรู้ อารมณ์เขาจะดีขึ้นทันที “เกดรู้เลยว่าเขาดีใจที่เห็นแม่ เกดจะคอยบอกว่าอยู่โรงเรียนนะลูก เดี๋ยวแม่มารับนะลูก เขาก็เข้าใจ จะไม่ร้องเลย” เรื่องดีคือเพย์ตันที่พัฒนาการที่ดีขึ้นมาก ครูสอนให้เขาหัดพูด ทุกวันนี้เริ่มเปล่งเสียงได้บ้างแล้ว และเพย์ตันเริ่มหัดยืนได้ เริ่มขี่จักรยานได้แล้ว น้องเกดไม่มีคำว่าท้อถึงแม้เธอรู้ว่าเพย์ตันจะต้องนั่งเก้าอี้รถเข็นไปตลอดชีวิต ลูกทำให้เกดสงบมาก อยากอยู่กับเขานานๆ ในความเป็นแม่ที่ต้องรับรู้ทุกสภาวะของลูก เธอเหนื่อย อดทน ต่อสู้กับทุกสิ่งที่เกิดตรงหน้า มาแบบไม่ทันตั้งตัวบ้าง และไม่ว่าจะยังไง เธอก็ยังสู้ไม่ถอย แต่ลูกก็ได้ให้อะไรเธอกลับเหมือนกัน เธอบอกว่า “เขาคือคนที่เราอยู่ด้วยแล้วสงบมาก จะรู้สึกว่าอยากอยู่กับเขานานๆ เวลามีอะไรก็จะคุยกับเขา ตอนเราน้ำตาซึม ไม่คิดว่าเขาจะเห็นนะ แต่เขารู้ ตอนที่เขาป่วยมากๆ เราจับมือเขา เขาก็จะเอามืออีกข้างมาแปะบนมือเรา เขาพยายามจะบอกเราว่า ไม่เป็นไรนะแม่” พอลูกรับรู้ได้ เวลาเพย์ตันเข้าไอซียู น้องเกดก็เลยจะต้องไปหาลูกแบบแฮปปี้ที่สุด “เวลาเขาเห็นเราเล่นกับเขา เขาจะอารมณ์ดีขึ้น เราต้องเฟรชไปเล่นจ๊ะเอ๋กับเขาเลย มันอาจจะขัดกับความรู้สึกเรานะ แต่ก็พอหัวใจเขาดีขึ้น ก็ทำให้หัวใจเราดีขึ้นด้วยเหมือนกัน” น้องเกดไม่มีคำว่าหยุด เธออาจร้องไห้บ้าง ท้อบ้าง แต่เธอไม่เคยหยุดดูแลลูก แผนการณ์ต่อไปคือเธอจะเปลี่ยนบ้านใหม่เพื่อติดสายพานต่อเพดาน ให้อุ้มเพย์ตันเข้าห้องน้ำได้ และจะเปลี่ยนรถให้เหมาะกับเขาด้วย และเธอไม่กลัวอะไรอีกแล้ว เพราะลูกได้มอบสติ ความนิ่ง ความเข้มแข็งที่สุดในโลกให้เธอ และทำให้เธอได้รู้ว่าร่างกายที่เกิดมาครบ ไม่ใช่เรื่องง่าย เธอขอบคุณทุกสิ่งที่ทำให้เธอเข้าใจทุกอย่างในวันนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรเธอก็ยังคงศรัทธาว่าลูกจะดีขึ้นเสมอ เราเองก็ศรัทธาแบบเธอ หัวใจของเธอไม่มีอะไรมาเทียบได้ นี่ล่ะคือหัวใจของแม่อย่างแท้จริง มัมสกรีมขอขอบคุณคุณแม่เกด วริษฐา อนันรยา และน้องเพย์ตัน เมฆอธิคม มากๆๆๆๆ ที่สุดในโลกนะคะ Facebook.com/momscream Copyright 2018 www.momscream.com

SCHOOLS

โรงเรียนอนุบาลเล็กๆ ที่บอกว่า “ขอดูแลเด็กๆ ด้วยความรัก”

  เพื่อนคนหนึ่งบ้านเธออยู่แถวเมืองนนท์ ตอนหาที่เรียนให้ลูก เธอเลยไปเจอโรงเรียนนี้มา อนุบาลดวงใจ เธอบอกว่าโจทย์คือ ต้องใกล้บ้าน ได้ภาษา ค่าเทอมไม่โหด และครูดูแลเด็กๆ ดี เลยมาเจอโรงเรียนนี้ที่ปรัชญาของเขาบอกว่า “เลี้ยงด้วยรัก ฟูมฟักด้วยความรู้ เชิดชูในคุณธรรม” ฟังแล้วชอบคำว่า เลี้ยงด้วยรักเลย เหมือนมีอะไรอบอุ่นๆ อยู่ในนั้น   โรงเรียนอนุบาลดวงใจ เป็นโรงเรียนสองภาษาขนาดเล็ก ตั้งอยู่ที่ซอยวัดบัวขวัญ นนทบุรี ความรู้สึกที่เพื่อนเล่า พอได้เข้ามาที่โรงเรียนคือ “รู้สึกเหมือนบ้านเลย” แล้วเธอก็ไปคุยกับครูหน่อย ดร.จรวยพร แดงโชติ ผู้อำนวยการโรงเรียน ก็เลยเล่ายาวมาว่า “ที่โรงเรียนมีนักเรียน 170 คน มีตั้งแต่ชั้นเนอร์สเซอรี่ จนถึงอนุบาล 3 ห้องเรียนแบ่งเป็นไทย กับโปรแกรมอังกฤษ เอาหลักสูตรอิงลิช โปรแกรมมาจากประเทศอิสราเอล ที่เอาจากอิสราเอลมาก็เพราะครูเชื่อว่า บ้านเขาสอนสองภาษาเหมือนบ้านเรา เขาก็จะเข้าใจการเรียนแบบสองภาษาได้ดีว่าต้องบาลานซ์กันยังไง” อึ้งมาก! พอเพื่อนเล่าถึงตอนนี้ เพราะอิสราเอลเป็นที่รู้กันว่าเป็นประเทศที่ล้ำมาก มีแต่คนฉลาดๆ อยู่ และถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีสตาร์ทอัพเจ๋งที่สุดในโลก เพื่อนบอกต่อว่า ที่โรงเรียนนี้ยังมี Child Center คือมีกิจกรรมให้เด็กๆ ฝึกคิด แล้วเอาไปทำจริงๆ มีสอนเยอะมาก คือจะให้เด็กๆ ได้มีสกิลล์กันตั้งแต่เล็กไปเลย สอนภาษาอังกฤษ, เลข, ภาษาไทย, Analytical Skill, Music, ว่ายน้ำ, Cooking, Arts และมีคอร์สพิเศษถ้าใครอยากเรียนเพิ่มอย่าง เทควันโด, บัลเล่ต์, รำไทย, ภาษาจีนด้วย   อีกอย่างที่เพื่อนประทับใจมากก็คือครูที่นี่ ครูจะจำชื่อเด็กได้ทุกคน จำชื่อพ่อแม่เด็กได้หมด จำได้แม้กระทั่งพ่อแม่ขับรถอะไร แล้วรู้ด้วยนะว่าเด็กคนนี้แม่ทำงานนะ คือจะเข้าใจชีวิตเด็กไปเลย ก็เพื่อจะได้ใส่ใจให้ถูกจุด แล้วครูก็จะสอนให้เด็กๆ เอื้ออาทร มีคุณธรรม มีน้ำใจด้วย   และที่นี่ยังยินดีต้อนรับเด็กๆ ที่เป็นเด็กพิเศษกันทุกคน ครูหน่อยบอกว่า “เราเข้าใจหัวอกพ่อแม่มาก เราดูแลเด็กๆ ทุกคนเท่าๆ กัน และไม่มีการเก็บเงินเพิ่มใดๆ” เพื่อนบอกว่าเธอลองถามพ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษดู บอกกันมาเลยว่า “ครูเอาใจใส่ และมีเมตตากับเด็กๆ มาก” พ่อแม่ก็หายห่วง และมีกำลังใจเพิ่มด้วย   ความเรียบง่ายที่โรงเรียนนี้เป็น ก็เป็นอีกสิ่งที่เพื่อนประทับใจ เธอเล่าว่า “อย่างกีฬาสีก็จะเรียบๆ นะ ไม่ต้องพยายามแต่งตัวอะไรมาก ใส่เสื้อที่มีอยู่แล้วกับกางเกงพละ งานปีใหม่ก็ไม่ต้องเอาของมาจับฉลาก ที่ทำคือจะให้เด็กๆ กับพ่อแม่มาทำบุญตักบาตรกัน มาเล่นเกมสนุกๆ กัน”   ถามเพื่อนอีกว่าแล้วลูกมาเรียนแล้วเป็นไง? เธอบอกว่า “โอยยยย มั่นใจขึ้นมาก ฟัง พูด เขียนภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นเลย ได้สำเนียงด้วย แล้วก็แฮปปี้มาก อยากมาโรงเรียนทุกวัน ไม่ร้องให้เลย เขาชอบมาก” ฟังแล้วเลยรีบมาแนะนำแม่ๆ ต่อ ลองดูนะคะ โรงเรียนอนุบาลดวงใจ เมืองนนท์ โทร. 02-591-3990 ค่าเทอมปีละ 44,000 (หลักสูตรไทย) ปีละ 60,000 (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) Facebook Page: รักจัง_อนุบาลดวงใจ Location: https://goo.gl/maps/Ab9N2XVv4Ct Ps: ขอบคุณน้องปิ่นสำหรับเรื่องโรงเรียนนี่จ้า

SCHOOLS

9 ซัมเมอร์คอร์สเด็ด น่าให้ลูกเรียนที่สุด แม่ๆ เช็คอินเลย!

เมื่อลูกปิดเทอม จะอยู่บ้านทุกวันก็คงจะไม่ไหว ซัมเมอร์นี้ไม่ต้องให้อยู่บ้านดูไอแพดนะลูก พาไปหากิจกรรมให้ทำสนุกๆกับคอร์สซัมเมอร์ดีกว่า ไม่ว่าจะเรียนศิลปะ สร้างโรบอต ร้องเพลง ทำอาหาร น่าสนุกทั้งนั้น มีที่ไหนน่าสนใจบ้าง ตามลิสท์นี้ของเราเลย น่าเรียนมากกกกกก ใครบ้านใกล้ที่ไหน ลองไปดูกันเลย [caption id="attachment_6567" align="aligncenter" width="300"] Denla Academy[/caption] Denla Academy เรียนเสริมหลากหลายคอร์ส: ว่ายน้ำ, บาสเก็ตบอล, เทนนิส, กอล์ฟ, วิทยาศาสตร์, ทำอาหาร, ดนตรี, บัลเล่ต์, รำไทย, โขน, ร้องเพลง, การแสดง, เลข, อังกฤษ, โบอต, แอนิเมชั่น ฯลฯ เมื่อไหร่: ทุกวัน เด็กอายุ: อนุบาล – ประถม เท่าไหร่: แล้วแต่คอร์สเรียน ที่ไหน: ถนน ราชพฤกษ์ โทร. 02 666 1933 Facebook.com/DenlaAcademy/   โรงเรียนศิลปะต้นแก้ว   ค่ายศิลปะปิดเทอม Summer 2018 เมื่อไหร่: 26 ก.พ.-11 พ.ค., 9.00น.-15.00น. (เปิด 7.30น.) เด็กอายุ: 5-12 ปี เท่าไหร่: 3,000 – 3,200 บาทต่อหนึ่งรุ่น ที่ไหน: ซ.รามคำแหง 37/1(หมู่บ้านวิกรณ์) โทร: 02-723-0808 / 086-621-6293 / 086-993-1220 Facebook.com/โรงเรียนศิลปะต้นแก้ว http://www.ton-kaew.com   [caption id="attachment_6570" align="aligncenter" width="286"] Raise Genius[/caption] Raise Genius School Robot Summer Couse (คอร์สปิดเทอม เรียนประดิษฐ์หุ่นยนต์) เมื่อไหร่: Summer โรงเรียน 2 ภาค มีนาคม-เมษายน-พฤษภาคม  เวลา: เช้า 9.00น.-12.00น. / บ่าย 13.00น.-16.00น. Summer โรงเรียน 3 ภาค , International School  มิถุนายน-กรกฎาคม-สิงหาคม  เวลา: เช้า 9.00น.-12.00น. / บ่าย 13.00น.-16.00น. เด็กอายุ: 6ขวบ+ เท่าไหร่: 7,200 บาท/คอร์ส  (1 คอร์สมี 10 ครั้ง ครั้งละ 3 ช.ม.) ที่ไหน: 6 สาขา สาทร (สีลม ซ.9), ประชาอุทิศ, (บางมด), เพชรเกษม 114, สามัคคี, ติวานนท์, ศรีราชา โทร: เบอร์โทรกลาง 088 885 6867 Line ID : Raise Genius https://www.raisegeniusschool.com/raise-course-and-service-2/summer-camp/   MAD SCIENCE SUMMER 2018 เมื่อไหร่: 5 มี.ค. – 4 พ.ค. เวลา: เช้า 9.00น.-12.00น. / บ่าย 13.00น.-16.00น. เด็กอายุ: 3-13ปี เท่าไหร่: 4,800 บาท ต่อค่าย/หลักสูตร ระยะเวลาของแต่ละค่าย/หลักสูตร: 5 วันๆละ 3 ชั่วโมง ที่ไหน: ถ. สุขุมวิท 40 โทร. 02-391-2690-2 www.facebook.com/madsciencethai www.madsciencethai.com   [caption id="attachment_6571" align="aligncenter" width="300"] Young Creative[/caption] [caption id="attachment_6572" align="aligncenter" width="300"] Young Creative[/caption] Young Creative Thailand Creative Art (4-8ปี) / Design (8-12ปี) / Short Film (9-13ปี) เมื่อไหร่: Summer Camp เรียน5วัน จันทร์-ศุกร์ 10.30-15.30น. หลักสูตรคอร์ส A-J แล้วแต่ช่วงเวลา 5มี.ค. – 11 พ.ค. เด็กอายุ: 4-13ปี เท่าไหร่: 7,500-8,500 บาท ที่ไหน: ชั้น3 ศูนย์การค้าเกตเวย์ เอกมัย โทร: 081 446 8482 Facebook.com/youngcreativeschool   Dr. Kid “Detective camp:” เมื่อไหร่: 2-4 พ.ค. 2561 เด็กอายุ: 7-12 ปี เท่าไหร่: 6,000 บาท ที่ไหน: TBC โทร: 083-0123-075, 080-217-0798 Facebook.com/Dr.Kid.SciCamp   [caption id="attachment_6569" align="aligncenter" width="300"] Little Pea[/caption] Little Pea April Camp เมื่อไหร่: 9-12 เม.ย. / 16-20 เม.ย. เด็กอายุ: 3-5 / 4-7+ / 6-15 ปี เท่าไหร่: 1,600-2,500/วัน  8,000-9,000/อาทิตย์ ที่ไหน: The Commons, สุขุมวิท 55 (ทองหล่อ) โทร: 02-712-5245 Email: hello@littlepeabkk.com  Line: @littlepeabkk Facebook.com/littlepeabkk www.littlepeabkk.com   ABC Pathways English Camp 2018 เมื่อไหร่: 5 มี.ค..-11 พ.ค. เวลา: 8.30น.-12.00น. / 8.30น.-14.00น. เด็กอายุ: 2.5-4 / 5-6 / 6-7 ปี เท่าไหร่: ฿1,300-1,800/วัน 6,600-8,800/อาทิตย์ ที่ไหน: 92/32 ซ. ทวีศักดิ์ ถ. สุขุมวิท ซ. 31 เขต วัฒนา โทร. 02-260-6888 e-mail: enquiry@abcpathways.co.th Facebook.com/abcpathwaysBangkok www.abcpathways.co.th   [caption id="attachment_6568" align="aligncenter" width="300"] Little Foot Step[/caption] Little Footsteps Summer Science Camp เมื่อไหร่: 26 มี.ค.-20 เม.ย., 9.30น.-15.30น. เด็กอายุ: 3-10 ปี เท่าไหร่: 900 บาท/ครึ่งวัน  1,600 บาท/วัน ที่ไหน: ถ. ศรีนครินทร์ 62  โทร: 089-893-6988; littlefootstepsfun@gmail.com Facebook.com/littlefootstepsfun/     Copyright 2018 www.momscream.com Facebook.com/momscream

MOM'S LIFE

7 ปี...แท้งมา 7 ครั้ง! เจ็บแค่ไหนแต่ไม่หมดหวังกับการเป็นแม่ซักครั้งในชีวิต

  ความเอ็กซ์ตรีมมีอยู่ในหัวใจของผู้หญิงที่พร้อมจะเป็นแม่ทุกคน สำหรับเธอคนนี้ก็เหมือนกัน คุณโบว์ - รศ. ดร. กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีรอยยิ้มที่ทำให้เราเจอครั้งแรกถึงกับอยากกอดเธอแรงๆ ใครจะรู้ว่าข้างในของเธอยังอ่อนไหวมากขนาดไหน เพราะประสบการณ์ที่ตั้งท้องแล้วแท้งมาถึง 7 ครั้ง และคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำไมถึงยังไม่สามารถมีลูกได้ซักที แต่ที่รู้แน่ๆ วันนี้คุณโบว์อยากมาเล่าเป็นอีกกำลังใจให้คนที่พยายามจะมีลูกแล้วยังไม่สำเร็จหรือเจอเรื่องแย่ๆ มาอ่านเรื่องราวของเธอแล้ว ให้รู้ไว้เลยว่ายังมีคนที่เจอความเสียใจมากมายอีกบนโลก แต่ต้องลุกขึ้นมาสู้กับตัวเองให้ได้ ตอนนี้คุณโบว์อายุ 40 ปีแล้ว เธอแต่งงานมาตั้งแต่ปี 2011 ถึงวันนี้ก็ 7 ปีแล้ว เธอเล่าว่าตั้งใจที่จะมีลูกเลยหลังแต่งงาน และความเป็นไปได้ก็ชัดเจนขึ้นทันทีที่เริ่มตั้งท้องลูกครั้งแรก   แท้งครั้งที่ 1 “ปี 2012 ตอนนั้นอายุประมาณ 34 ปี สุขภาพไม่มีอะไรผิดปกติ ครั้งแรกพอรู้ว่าท้องช่วง 5 สัปดาห์ก็แท้งทันที วันแรกจำได้เลยว่าไปตรวจเลือด คุณหมอก็บอกว่าตั้งครรภ์ คืนนั้นกลับมาปวดท้องแล้วเลือดออกเลย รุ่งขึ้นแอดมิดเข้าโรงพยาบาลเพราะปวดท้องมาก เลือดออกมาเยอะมากคือแท้ง ครั้งแรกยังไม่เสียใจเท่าไหร่ เพราะคนบอกว่ามีโอกาสแท้งได้ พยายามต่อไป”   แท้งครั้งที่ 2 “เราลองดูใหม่ ครั้งที่ 2 ปีเดียวกันเลย ประมาณปลายปี 2012 ก็ท้องอีก วิธีธรรมชาติด้วย คราวนี้อยู่ได้ 8 สัปดาห์ หัวใจหยุดเต้น เราไปฝากครรภ์แล้วไปตรวจ พออัลตร้าซาวนด์หมอก็บอกว่าหัวใจเต้นช้านะ ตามผลอยู่ไม่นานหัวใจเด็กก็หยุดเต้นไป ครั้งที่ 2 ตอนนั้นก็เศร้าเหมือนกันค่ะ”   คุณโบว์และสามี   แท้งครั้งที่ 3 “พอครั้งที่ 3 เริ่มไปทำ IVF ครั้งแรกเลยติดเลยทันที เราคิดว่าติดง่ายจัง ไปทำครั้งแรกติดเลย แถมได้แฝดสามอีก เราดีใจได้ทีเดียวสามคน เราคิดว่าทำครั้งนี้ครั้งเดียวจบเลย เตรียมตัวทุกอย่าง พอตั้งครรภ์ได้ 18 อาทิตย์ก็ท้อง 4 เดือนกว่าแล้วนะคะ อยู่ดีๆ น้ำก็เดิน น้ำคร่ำออกมา เราตกใจมาก รีบไปโรงพยาบาลทันที หมอให้แอดมิด หมอบอกว่าน้ำคร่ำถ้าออกถือว่าอันตรายแล้ว เขาก็มอนิเตอร์ตลอด นอน bed rest อยู่ที่ ร.พ. เดือนนึงเต็มๆ อาทิตย์แรกเครียดมาก หมอไม่ให้ขยับเลย อยู่บนเตียงอย่างเดียวเท่านั้น จนหมอมอนิเตอร์ว่าไม่มีน้ำออกแล้ว เด็กก็โตขึ้นเรื่อยๆ แต่เพื่อความปลอดภัย ให้อยู่โรงพยาบาลไปจนถึงคลอด ให้นอนไปเรื่อยๆ แต่ผ่านไป 1 สัปดาห์ หมอก็ให้เดินไปเข้าห้องน้ำอะไรได้บ้าง แต่ปรากฎว่าเราใช้ชีวิตอยู่ ร.พ. ได้เดือนนึง คิดว่ารอดแล้วแหละ น้ำก็ไม่ออกแล้ว ไม่มีเลือดไหล เด็กก็โตด้วย หมอมาทุกอาทิตย์”   “เดือนนึงพอดีเป๊ะ อยู่ดีๆ ก็ปวดท้องขึ้นมาแล้วปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แค่คืนเดียว บีบจนปวดท้องมากจนวันรุ่งขึ้นไปเข้าไอซียู หมอก็ให้มอร์ฟีน เพราะมันบีบมาก ให้ยาป้องกันการหดตัวของมดลูก โดนเยอะมาก แต่สุดท้ายเอาไม่อยู่ ยาที่ดีที่สุดที่มีในประเทศไทย หมอเอามาใช้หมดแล้ว โดสหนึ่งก็แพง คุณหมอต้องเอามาจาก ร.พ. อื่น ฉีดให้ก็เอาไม่อยู่ ก็คลอด”   เห็นลูกค่อยๆ หมดลมหายใจ... “ครั้งนั้นหนักมากจริงๆ ค่ะ เพราะเด็กโตแล้ว ตอนที่คลอด เด็กประมาณ 500 กรัม 3 คนและต้องเบ่ง 3 รอบ เบ่งรกออกมาอีกเป็น 6 รอบ รอบนั้นหนักสุด เพราะช็อคมาก เด็กออกมาเราเห็นตอนทำคลอด เขากระดิกตัวได้ แต่ไม่มีปอด หายใจไม่ได้ ร้องไม่ได้ คลอดออกมาแล้วเงียบ เป็นครั้งแรกที่เห็นทุกอย่างในห้องคลอด เพราะตอนนั้นก็ตี 2 พยาบาลไม่คิดว่าจะคลอด คิดว่าจะเอาอยู่ คุณหมอก็ให้เตรียม NICU ดูแลเด็กแรกคลอด เผื่อจะให้เด็กไปเข้าเตาอบ แต่พอเห็นสภาพเด็กออกมา เข้าเตาอบก็คงไม่ได้ช่วย เราเห็นหมดเลย 3 คนแล้วเห็นว่านิ่งไปทีละคน คนที่ออกมาคนแรกกระดิกได้แป๊บเดียวก็นิ่งไป คนที่สองก็นิ่งไป คนที่สามอยู่ได้ถึงเช้า ซึ่งพยาบาลก็คงไม่ได้คิดอะไรเอามาให้เราดู เพราะคิดว่าเราอยากดู เห็นแล้วเราก็ช็อก รอบนั้นนี่ทำใจไม่ได้ ทำใจอยู่นานมาก เพราะออกมาแล้ว 3 คน เขาเหมือนเด็กทุกอย่างมีหน้าตา แต่แค่ไม่มีปอด เพราะตอนนั้นน้ำคร่ำเดิน 18 สัปดาห์ ตอนคลอดก็ 22 สัปดาห์ 5 เดือนครึ่ง ตอนนั้นเราลุ้นว่าขอให้อยู่ได้ซัก 6 เดือนในท้อง มันก็มีโอกาสเข้าตู้อบ แต่ไม่ถึงจริงๆ สุดท้ายก็รอบนั้นกว่าจะทำใจ กว่าจะฟื้นก็นาน”   “จำได้ว่ากลับมาบ้านแล้วเหมือนฝันร้าย เหมือนเราเพิ่งตั้งครรภ์แล้วเราคิดว่าเราตื่นเต้นมาก เราเตรียมตัวนู่นนี่แต่สุดท้ายก็ไปหมดเลย ถ้าอยู่บ้านจะเครียดมาก เหมือนเราเห็นภาพก็เลยทำงาน ออกมาก็ทำงาน ช่วยได้เยอะ ทำให้ลืมได้บ้าง ไม่มานั่งคิดมาก ดีขึ้นก็เกือบปีแล้วเราต้องรักษาตัว เพราะรอบนั้นเสียเลือดเยอะ เกือบปีก็เลยทำใหม่”     แท้งรอบที่ 4 “ทำ IVF อีกรอบ ทีนี้หมอเลยใส่ตัวอ่อนให้แค่ 2 ตัว หมอบอกว่า 3 อาจจะเยอะเกินไป พอใส่ให้สองรอบที่ 4 เหมือนเดิมคือแท้งตอน 8 อาทิตย์ เด็กหัวใจหยุดเต้นเหมือนกัน แท้งอีกแล้วก็เอาใหม่ ครั้งนี้สู้ครั้งที่ 3 ไม่ได้ อันนั้นเราไปไกลมากแล้ว ครั้งนี้คิดว่า 8 สัปดาห์ไม่หนักมาก”   แท้งครั้งที่ 5 “เราเริ่มใหม่ทำ IVF อีกรอบหนึ่ง จะบอกว่าทำเท่าไหร่ก็ติดได้ไม่มีปัญหา หมอใส่ให้ 2 ก็ติดหมด ครั้งนี้ดีใจได้แฝดอีกแล้ว ครั้งนี้ระวังตัวเต็มที่ ตอนนั้นทำงานที่กระทรวงคมนาคมไม่อยู่บ้าน เช่าโรงแรมอยู่ใกล้ๆ เลย จะได้เดินทางง่ายไม่เหนื่อย ลดการเดิน ระวังเต็มที่เหมือนกันเป๊ะ 18 อาทิตย์ เลือดออก ตอนนั้นอยู่โรงแรมแถวนั้น แฟนพาไปหาหมอ หมอก็ตรวจบอกว่ารกเกาะต่ำ เราไปหาหมอที่เก่งที่สุดแล้ว แกก็บอกว่าไม่ต้องห่วง เขาก็ดูแลให้เรากินยาคุมป้องกันมดลูกบีบตัวจนอยู่ ร.พ. ได้อาทิตย์เดียว น้ำเดินอีกแล้ว หมอก็บอกให้ทำใจเลย เพราะน้ำเดินเมื่อไหร่จะมีการติดเชื้อ พอติดเชื้อมดลูกบีบตัวก็ขับออก เราก็อีกแล้วเหรอ ก็ร้องไห้ทุกวันที่นอน รพ รนอเวลาที่มดลูกบีบ แล้วก็มาจริงๆ แค่ 2 อาทิตย์ มดลูกก็บีบ คุณหมอก็ย้ายให้มาอยู่ ร.พ. ที่ถูกหน่อย ตอนนั้นคุณหมอรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ได้ให้เรากินยาแล้วก็ทำคลอดเหมือนรอบแรกเลย เราต้องคลอด 4 รอบ เพราะมีเด็ก 2 รก 2 แต่เราไม่เห็นสามีเห็น เขาจะไม่ให้เราเห็น แต่ก็คงตัวเล็กเหมือนกัน อายุครรภ์เท่าๆ กัน แต่รอบนี้หนัก ถึงจะสองคนแต่เลือดออกเยอะมากจนค่าเกล็ดเลือดต่ำ อาจจะช็อคเสียชีวิตได้ ตอนนั้น คลอดเสร็จปุ๊บ หมอก็ถามว่าอยู่รักษาตัวก่อนมั้ย เราบอกไม่อยู่แล้ว อยู่แล้วเศร้าจะกลับบ้าน พอคลอดแล้ววันรุ่งขึ้นกลับเลย พอกลับออกมาจะเป็นลม เสียเลือดไปเยอะ คราวนี้โดนแอดมิดอีกรอบ ต้องให้เลือดเลย รอบนี้ก็ช็อคอีกเหมือนรอบ 3 เพราะเรามาไกลแล้ว จริงๆ ก็ไม่ไกลมากเท่าคนอื่น แต่ก็ไกลที่สุดเท่าที่เคยท้องมา เลยกลับมาพักที่บ้าน คราวนี้พักไปนานเป็นปี”   แท้งครั้งที่ 6 “เราเลยลองใหม่ เพราะตัวอ่อนเหลือทำ IVF อีกรอบติดอีกแล้ว แต่เหมือนเดิม 8 อาทิตย์ก็หลุดไป”   แท้งครั้งที่ 7 “จนมารอบที่ 7 ปีที่แล้วนี้เอง เราไม่ทำ IVF แล้ว ทำแบบธรรมชาติก็รู้สึกสบาย ไม่เครียดไม่อะไร ก็ 8 สัปดาห์ เพิ่งแท้งไปเมื่อพฤษภาปีที่แล้วล่าสุด ก็หยุดมาถึงจนตอนนี้ก็ไม่ได้พยายามใหม่อีกเลย”   จิตใจแย่จนต้องไปพบจิตแพทย์ เจอมาหนักมากแบบนี้ คงไม่แปลกที่คุณโบว์จะบอกตอนนี้ไม่กล้าเห็นคนท้องหรือเด็กทารกอีกเลย จำรู้สึกเซนซิทีฟกับตัวเองมากๆ “แต่ละครั้งฟื้นตัวเองด้วยการทำงานเลยค่ะ อยู่บ้านไม่ได้ จะคิดมาก เพราะงานเยอะด้วย พอทำงานแล้วจะลืมหมด จนรอบสุดท้ายถึงปัจจุบันเหมือนจะเป็นโรคจิตนิดๆ เห็นคนท้องจะไม่อยากดู เห็นเด็กอ่อนจะรู้สึกไม่อยากคุยด้วย ไม่อยากเห็น เพราะเราจะรู้สึกทุกครั้งว่าทำไมเราถึงไม่มีโอกาสได้มาถึงขั้นนี้ อย่างเพื่อนคลอดลูกใหม่ๆ เราจะไม่อยากไปเยี่ยมเลย เขาก็รู้และเข้าใจว่าทำไมเราไม่ไปเยี่ยม เพราะเรายังคิดถึงและรู้สึกทุกครั้ง เคยถึงขั้นไปหาจิตแพทย์เลยค่ะ ทำไมถึงเป็นขนาดนี้ หมอก็เล่าให้ฟังว่าเป็นกับทุกคนแหละ คนที่สูญเสียเป็นกันหมด ก็พยายามให้หากิจกรรมอย่างอื่นทำ ไปเที่ยวกับแฟน ตอนนี้ก็ดีขึ้น พอห่างมาก็ทำใจได้ เวลาเห็นเด็กทารกไม่ไหว แต่ถ้าโต 1-2 ขวบอันนี้โอเค”   ตรวจลึกถึงพันธุกรรม แต่ยังไม่เจอสาเหตุ “ คุณหมอก็สงสัยหลายอย่างนะคะว่าทำไมถึงแท้งทุกครั้งอย่างนี้ เราตรวจภายในทุกอย่างมดลูกปกติหมด แต่ตอนที่แท้ง 8 อาทิตย์ หมอสงสัยมากเพราะว่าเป็นแบบนี้มา 5 รอบ หมอก็เลยคิดว่าน่าจะเกิดจากพันธุกรรม เลยไปตรวจกับอาจารย์ที่อยู่ศิริราช เป็นหมอด้านพันธุกรรมที่มีในประเทศไทยไม่กี่คน เขาก็ไม่พบความผิดปกติ แต่เขาก็บอกว่ารอบต่อไปก็ให้ธรรมชาติ เพราะเหมือนธรรมชาติจะช่วยเลือกตัวที่สมบูรณ์ที่สุด และให้กินวิตามินสลายลิ่มเลือด เพราะเป็นไปได้ว่ามีอะไรไปอุดตันเส้นเลือดเราแล้วส่งไปเลี้ยงเด็กไม่ได้ แต่พอคุยกับคุณหมอคนอื่นเขาก็บอกว่าไม่เกี่ยวหรอก เราก็ไม่รู้ สรุปแล้วหาสาเหตุไม่เจอ หรือสงสัยว่าเป็นเพราะท้องลูกแฝดหรือเปล่า แต่คุณหมอที่ทำ IVF ก็ไม่รู้เลย เพราะส่วนใหญ่ที่ทำมา ถึงจะเป็นแฝดสาม เขาก็อุ้มท้องได้ แต่การท้องแฝดก็อาจมีโอกาสคลอดก่อนกำหนด แต่ก็ไม่ควรจะคลอดเร็วขนาดนี้ อย่างตอนท้องแฝดหมอบอกว่าแต่ละคนก็เป็นถุงของตัวเองแล้วมาสีกัน พอสีกันน้ำก็รั่ว แต่ก็เป็นไปได้ยาก เพราะถุงน้ำคร่ำเหนียวน่าจะรั่วยาก แล้วแปลกตรงที่หยุดรั่วแล้วรอบแรกแต่สุดท้ายก็ยังบีบตัวอยู่ดี”   เสียใจแต่ต้องมีกำลังใจให้ตัวเอง คุณโบว์บอกว่าร้องไห้และเสียใจทุกครั้ง แต่อาจมากน้อยต่างกัน “เราก็อ่านหาอ่านเยอะ ตั้งแต่อ่านมาไม่เคยเห็นคนแท้งเยอะขนาดเรามาก่อน รู้สึกว่าเราหนักสุด เวลาอ่านพวกคอลัมน์อย่างของ Momscream เห็นทุกคนเล่ามา เราหนักมากและยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะส่วนใหญ่เขาก็จะได้ มีปัญหาอะไรมา เขาก็ผ่านมาได้หมด เราดูดาราดูโอปอล์ เราท้องพร้อมโอปอล์เลย แฝดสองเหมือนกัน เขาก็มีปัญหาแต่สุดท้ายเขาทุกอย่างผ่านไปได้หมด ทุกคนผ่านไปได้ เรายังไปไม่ถึง ตั้งแต่ดูมาเราหนักสุดแล้วนะ คนที่มีปัญหามาอ่านน่าจะมีกำลังใจ”     บางครั้งผู้หญิงอย่างเราถ้าวิทยาศาสตร์ตอบคำถามไม่ได้ก็หันไปพึ่งความเชื่อหาหมอดูกันบ้าง คุณโบว์เลยเน้นทำบุญเข้าไว้ให้มาก “ไปหามาหลายหมอดู เขาก็พูดไม่เหมือนกัน ไม่รู้จะเชื่อใครดี ตอนนี้เลยไม่เชื่อแล้ว ก็ทำบุญ เขาบอกให้เราทำอะไร เราทำหมด แต่สุดท้ายเขาบอกว่าทำนี่ๆๆ แล้วจะได้ เราก็ไม่เคยได้ซักที แต่เราก็ทำบุญต่อไป บางคนบอกให้เรากินมังสวิรัติ วันที่ตรงกับวันเกิดสัปดาห์ละครั้ง เราก็ทำเพื่อความสบายใจ ได้หรือไม่ได้ก็ไม่รู้ เพราะทำบุญก็ไม่ได้เสียหายอะไร”   คิดถึงข้อดีเอาไว้เยอะๆ คุณโบว์บอกว่าทุกวันนี้ก็ยังอยากมีลูกอยู่ แต่ด้วยอายุที่เพิ่มขึ้นและงานที่ทำยังมีคุณค่าที่ได้ช่วยคนอื่น วันนี้ขอทำตรงนี้ให้ดีที่สุดก่อน “ตอนนี้งานที่เราทำก็ช่วยเหลือคนอื่นได้เยอะ นอกจากเป็นอาจารย์แล้ว ยังทำโครงการเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน พยายามลดอุบัติเหตุและเป็นวิศวกรที่ออกแบบถนน เพราะฉะนั้นเราได้ทำงานที่เป็นประโยชน์ ช่วยเหลือชีวิตคนตอนนี้ก็มีคนบริษัททำ CSR ให้เราเลือกจุดเสี่ยงที่มีคนเสียชีวิตเยอะๆ แล้วเขาให้เงินมาแล้วออกแบบวิธีการแก้ เราทำแบบนี้มาหลายที่แล้ว เลยรู้สึกว่าเราทำงานแบบนี้ช่วยคนได้ เราก็คิดเป็นข้อดีไปว่าถ้ามีลูกคงต้องเลี้ยงลูกไม่มีเวลา พอตอนนี้เต็มที่เลยเดินทางไปต่างจังหวัดดูไซต์งานเลยคิดว่าเขาคงให้เราทำงานที่ประโยชน์เลยไม่ส่งลูกมาหรือเปล่า”   ส่วนสามีก็เป็นกำลังใจที่อยู่ข้างคุณโบว์เสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และเป็นเพื่อนคู่คิดที่ให้กำลังใจอยู่ตลอดว่าอยู่กันสองคนไปจนแก่เฒ่าก็เป็นชีวิตคู่ที่น่าสนุกและมีความสุขได้เหมือนกัน และจะให้โอกาสตัวเองถึงอายุ 45 ปี ลองตั้งท้องอีกครั้งด้วยใจสบายๆ “ถ้าลูกยังไม่มา เราก็ทำงานไปก่อน จริงๆ ก็เคยน้อยใจว่าทำไมเราโชคร้าย เวลาเห็นคนที่เขาประสบความสำเร็จในการมีลูก อ่านนิตยสารหรือดูทีวีที่เขาเล่าเรื่องเขา ก็รู้สึกว่าเราหนักกว่าเขาทุกคน เพราะเรายังไม่มีลูกได้เลย ก็มองคนอื่นเขาผ่านไปประสบความสำเร็จไปแล้วอย่างน้องที่รู้จักเพิ่งแท้งครั้งเดียว เราก็จะบอกว่าพี่ผ่านมาแล้ว 7 ครั้ง จนเขารู้สึกดีขึ้นและมีลูกได้แล้ว”     คุณโบว์ฝากไว้กับ Momscream ว่าถึงจะเป็นความโชคร้าย แต่ก็คิดว่าเป็นความโชคร้ายที่กำลังจะผ่านไป เสียใจได้ และเราต้องลุกขึ้นให้ได้ด้วย “เสียใจไปตลอดชีวิตไม่ได้ มันคงเป็นความทรงจำที่ไม่ดีแต่อย่าให้กระทบชีวิตประจำวัน ก็ต้องพยายามใหม่ ถ้ายังอยากมีลูกอยู่ ถ้าอายุยังได้ ร่างกายยังแข็งแรงก็พยายามต่อไป และวันนึงก็น่าจะเป็นเราที่ประสบความสำเร็จบ้าง ขอให้เรื่องของเราเป็นกำลังใจให้อีกหลายๆ คนต่อไป ถึงจะไม่มีลูกจริงๆ ก็ยังสำเร็จในหน้าที่การงานได้ มีความสุขอย่างอื่นได้ค่ะ”  

HAPPY & HEALTHY

เขาเป็นอาร์ติสท์ เป็นโรคภูมิแพ้ตัวเอง แต่วันนี้เขาคือพ่อสุดฮิปของลูกชาย 2 คน

  ‘เข้มข้นยิ่งกว่าละครหลังข่าว’ คือความรู้สึกของเราหลังจากได้คุยกับคุณแมน ทีแปรง เรามีนัดกับคุณพ่อสุดฮ็อตคนนี้ในร้านกาแฟย่านอารีย์สัมพันธ์ แวบแรกที่เห็นเขามาในชุดเสื้อเชิ้ตทรงคาวบอยสีเขียวขี้ม้าถกแขนเสื้อ ทีเด็ดคือปลดกระดุม 2 เม็ดพอให้เห็นรอยสักและสร้อยสีเทอคว็อยซ์ของอินเดียนแดง สวมกางเกงชีโน่สีอิฐ รองเท้าผ้าใบเขียวเข้มกับหมวกแก็ปสีมัสตาร์ดนั้นก็ทำให้เราอยากติด #dadstyle ให้เขาไปเลย ถ้าคิดว่าสไตล์ของเขานั้นเท่แล้ว อยากจะบอกว่า แนวคิดที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาและการสร้างพลังบวกให้กับตัวเองต่างหากคือสิ่งที่เท่และชวนค้นหามากที่สุดในตัวคุณพ่อคนนี้ “ตอนนี้มีลูก 2 คน เป็นผู้ชายทั้งคู่เลยครับ” บุคลิกดุดันแบบชายฉกรรจ์กลับอ่อนโยนขึ้นมาทันตา (จนเราอดขำไม่ได้) เมื่อเขาพูดถึงลูกชายตัวแสบ “คนแรกผมเอานามปากกาผมตั้งเลย ชื่อน้องทีแปรง ส่วนคนที่สอง ผมอยากให้ทีแปรงเขามีส่วนร่วมในการตั้งชื่อน้องฮะ และเขาดันชอบไดโนเสาร์ตัวนึง เขาเลยบอกว่า ชื่อทีเร็กซ์ครับ ผมชอบ” ตอนนี้ทีแปรง 4 ขวบ ทีเร็กซ์เพิ่งจะสี่เดือน ในขณะที่คุณแมนอายุเพียง 29 ปี ยังเด็กมาก นั่นเป็นเพราะว่าเขาเองมีน้องทีแปรงในช่วงเวลาที่ปุปปับจนคนรอบข้างต่างบอกว่าเขายังไม่พร้อมจะเป็นพ่อคนเลย “จะบอกไงดีล่ะ ตอนนั้นเราไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นพ่อได้ดีกว่า เราเสียสละมากพอไม่ได้ เพราะเรายังรักตัวเองมากๆ อยู่” เขาเล่าต่อว่า น้องทีแปรงมาเร็วกว่าที่คิดไว้ ตอนนั้นยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำ ด้วยความที่ต้องทำงานเพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนเอง เขาจึงเริ่มชีวิตการทำงานเร็วกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน ทำให้เรียนจบช้าจนพลันไม่อยากเรียน “เราทำงานได้แล้วก็จริง แต่เราลืมพ้อยท์ที่สำคัญไปว่า พ่อแม่เขาอยากได้ใบปริญญา เราลืมเอาสิ่งสำคัญให้เขา” จึงทำให้คุณแมนฮึดสู้เพื่อล่าปริญญามาให้ที่บ้านให้ได้ แต่แล้ว เหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เข้ามาเปลี่ยนความคิดของคุณแมนไปตลอดกาลก็เกิดขึ้นตอนนั้นนั่นเอง “ผมล้มก่อนจะพรีเซนต์ วูบไปเลย เพราะผมเป็นโรคเส้นเลือดตีบ” แทนที่จะเล่าอย่างหดหู่ แต่คุณแมนกลับยิ้มสู้ “ไม่ใช่เส้นเลือดตีบเพราะกินเหล้านะครับ แต่เป็นภูมิแพ้ตัวเอง เหมือนโรคพุ่มพวง แต่เป็นภูมิแพ้ในเส้นเลือด ชื่อโรคทากายาสุ” หมอยังบอกว่าหนึ่งในล้านจริงๆ ที่จะเจอโรคนี้ “จริงๆ ผมเคยอาการกำเริบมาแล้วตอนอายุ 20 ปี ไปดูหนังกับแฟนกับแม่แฟน รู้ตัวอีกทีคือมีฝรั่งหอบผมออกมาจากห้องน้ำที่สยาม เปียกเลือดเต็มเลย เหมือนเรากำลังล้างมือแล้ววูบจนหน้าไปกระแทกกับก๊อกน้ำ ตอนนี้ข้างในตัวผมมีบายพาส 3 เส้นแล้วครับ จากหัวใจขยายเต็มไปหมด” คุณแมนพักจิบเครื่องดื่มสีคล้ายเบียร์ดำ มีฟองบางๆ ติดหนวด แต่จริงๆ แล้วมันคือกาแฟไนโตรที่เสิร์ฟในแก้วเบียร์ทรงสูง เพราะเขาเลิกดื่มเหล้าอย่างเด็ดขาดแล้วนั่นเอง  “แต่ตอนนั้น พอรู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ปุ๊ป มันคิดอีกอย่างนึงเลยนะว่า ไหนๆ ก็เป็นแล้ว รีบสร้างอนาคตดีกว่า  ผมอยากมีลูก คิดอย่างนั้น” ฟังมาถึงตรงนี้ อาจเร็วไปถ้าคิดว่าจะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง เพราะไคลแม็กซ์จริงๆ อยู่ต่อจากนี้ต่างหาก “คือช่วงที่ผมมีน้องทีแปรงเนี่ย ผมกับแฟนไม่ได้อยู่ด้วยกันครับ เขาหายไปจากชีวิตผม 6-7 เดือนเลย ตอนที่เขารู้ตัวว่าท้อง เขาอยู่กับแม่เขา ซึ่งตอนนั้น แม่เขาก็ค่อนข้างจะไม่ค่อยอยากให้ผมเป็นพ่อด้วย เพราะเขาเป็นซิงเกิลมัม เขาเจอเรื่องราวของพ่อเขามาเยอะ ในเมื่อเขาเลี้ยงลูกผู้หญิงคนเดียวได้ แล้วทำไมลูกจะเป็นแบบเขาไม่ได้ ซึ่งเราก็เศร้านะ ตอนหลังผมมารู้เหตุผลที่แฟนหนีไป เขาบอกว่า เขาไม่อยากเป็นภาระมากกว่านี้แล้ว เขาเองเห็นผมป่วย แมนเองก็ต้องรักษาตัวเอง ซึ่งมันหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว แล้วแมนเองก็ต้องมาเลี้ยงดูผู้หญิงกับแม่เขาที่กำลังลำบากมากกับลูกอีกคนหรอ ซึ่งผมว่ามันตลก พูดอย่างนี้ได้ไง คือนั่นก็ลูกผมอ่ะ” “เหมือนหนังน้ำเน่านะ เพราะกว่าผมจะรู้ว่าเขาท้องก็ตอนที่เขาเดินเข้ามาหาคุณอาของผม อาผมเป็นฝาแฝดกับพ่อ ซึ่งอาผมกำลังจะตาย เขามาวันนั้น เขาไม่ต้องพูดอะไร พอผมเห็นร่างเขาที่ท้อง ใช่ ลูกผมแน่นอน ผมร้องไห้เลย แล้วผมแบบ… ผมกำลังจะเสียอาซึ่งเป็นเหมือนพ่ออีกคนที่ดูแลผมมาตลอด แล้วพอผมเห็นแฟนมาแบบนั้น ผมไม่อยากเสียเขาไปอีกคน ผมบอกเขาเลยว่า ผมจะดูแลเขาเองนะ แล้วผมไปคุยกับแม่เขาว่าผมจะขอดูแลผู้หญิงคนนี้” แน่นอนว่าตอนแรกแม่แฟนก็ไม่ยอม แต่มีหรือที่คุณแมนจะยอมแพ้ จึงไปปรึกษาพี่สาวแฟน “เขาเลยบอกว่า แมน กล้าไหม ให้แมนเข้ามาในวันรวมญาติ ผมก็เอาดิ ก็เลยไปหาพวงมาลัย เตี๊ยมกับพี่เขา เข้าไปที่บ้าน มันเป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกเลยว่า สายตาที่ทุกคนมองมาแบบจะกินเลือดกินเนื้อ มันเป็นยังไง น่ากลัวมาก เราเข้าไปไหว้ทุกคนแล้วบอกว่า ผมมาขอขมาทุกคนครับ ผมทำไม่ถูก ผมไม่เป็นสุภาพบุรุษพอ ผมจะรับผิดชอบทุกอย่าง สถานการณ์อึมครึมมากฮะตอนนั้น” แม้ตอนนั้นจะเครียดมาก แต่พอมาเล่าให้เราฟังตอนนี้ คุณพ่อสุดติสท์ก็ยังอดขำตัวเองไม่ได้ ด้วยความกดดันเพราะอยากเลี้ยงลูกกับภรรยาให้ดีที่สุด ทำให้คุณแมนสู้ตาย จนตอนนี้ เขาชนะใจทุกคนในบ้านได้แล้ว “ผมก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีวันนี้ การมีลูกทำให้ผมมีเป้าหมายในชีวิตนะ ผมมีบ้าน ซื้อรถได้ ทั้งๆ ที่ตอนนั้นผมแค่ 26-27 ปีด้วยซ้ำ เมื่อมานั่งดูไทม์ไลน์เทียบกับเพื่อนเรา ถือว่าเราเร็วมาก เออ มันแปลก ผมไม่เคยพร้อมเลยนะ แต่ทุกวันนี้โคตรดีใจเลย มักจะมีคำถามจากผู้ใหญ่ว่า มึงมีได้ไง มึงยังไม่พร้อม หลายคนบอกว่าต้องพร้อมก่อน ซึ่งมันดีนะ เหมือนผมเองก็เคยคิดว่า ผมอยากมีลูกตอน 30 กว่า 40 เป็นวัยที่ผู้ชายเท่ที่สุด แต่พอถึงตอนนั้น ผมเชื่อว่า ผมก็ยังไม่พร้อมอยู่ดี ตอนนี้ผมกลับเชื่อว่าความไม่พร้อมน่ะ แม่งทำให้พร้อม เออ มีไปเหอะลูก เดี๋ยวมันก็พร้อมเอง และใช่จริงๆ ถ้าผมไม่มีเขา ผมก็คงใช้ชีวิตแบบรักแค่ตัวเองไปเรื่อยๆ แต่พอมีเขา มันเปลี่ยนไปเยอะมาก แล้วมันลิงก์กับสิ่งที่เราเป็นอยู่ด้วย พูดง่ายๆ คือเราอาจจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่เรามีองครักษ์ที่รักแม่ ดูแลแม่แทนเรา คือลูกชายเราทั้งสองคน”   แมนๆ คุยกันครับ มีใครเคยบอกไว้ว่าความรักทำให้ผู้ชายอ่อนโยน ดูเหมือนว่าหนุ่มหน้าหนวดตรงหน้าก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น และเพราะทั้งพ่อและลูกเป็นผู้ชาย จึงมาพร้อมความมันส์ ความห่าม (ในระดับเรียกรอยยิ้มตาหยี) ที่แฝงอยู่ในวิธีการสอนลูกแบบแมนๆ คุยกัน “อย่างเวลาที่เขาทำผิด ก็จะให้เขาไปยืนเข้ามุม แล้วให้สำนึกผิดตามอายุ ถ้าขวบนึง แค่หนึ่งนาทีกว่าๆ ก็ถือว่าโหดร้ายกับเขาแล้ว ให้เขามองสเปซขาวๆ แล้วให้คิดว่าเขาทำผิดอะไร แล้วมาตอบป๊าให้ได้นะ ได้ผลครับ เพราะเขาเป็นเด็กไฮเปอร์ ดื้อมาก ช่างพูด มันซน มันแสบ ไม่ได้ละ เราตามใจไม่ได้ ผมจึงเลี้ยงเขาเหมือนเราเป็นเพื่อนกันมากกว่า แต่ในความเป็นเพื่อน เราเป็นพ่อด้วย เราสามารถสอนเขาได้ ถ้าไม่ได้ทำผิดอะไร ก็ปล่อยให้เขาเป็นเด็ก เราจะไม่ยัดความเป็นผู้ใหญ่ให้เขา แต่ถ้าเราต้องการให้เขาเป็นผู้ใหญ่ เราต้องคุยกับเขาให้เหมือนเขาเป็นผู้ใหญ่ ถ้าเราง้องแง้ง เล่นกับเขาเหมือนเขาเป็นเด็กน้อย เขาก็จะเป็นเด็กน้อย” ปฏิบัติต่อเขาอย่างที่เราอยากให้เขาเป็น นั่นคือสิ่งที่คุณแมนสอนลูกๆ นั่นเอง วีรกรรมของลูกชายตัวแสบยังไม่หมดแค่นั้น เพราะคุณพ่อเครางามคนนี้ยังคงเล่าได้ไม่รู้เบื่อ “อ๋อ ไปโรงเรียนวันแรก จำได้ว่าเพื่อนหัวเราะชื่อเขา เขารู้สึกว่าทำไมคนอื่นชื่อเท่ๆ แบบ ออกัสท์ การ์ฟิวส์ แล้วทีแปรงคือไร เพื่อนขำ โมโห ต่อยเพื่อน” จังหวะนั้นเองที่คุณแมนถึงกับหัวเราะลั่น “แต่เราก็ต้องบอกเขาว่า ไม่เท่เลยอ่ะ ไม่รู้เขาเป็นอะไรกับคำว่าเท่นะ เราจะรู้ว่าเขาชอบคำไหน ทีแปรงต่อยเพื่อนไม่เท่เลย เหมือนมนุษย์หินเลยอ่ะ ทีแปรงใช้กำลัง ไม่ดีนะลูก ไม่ฉลาดเลย ทีแปรงต้องใช้เหตุผลสิ ถ้าเขาหัวเราะ ทีแปรงก็ต้องถามว่าเขาว่า หัวเราะทำไมอ่ะ ไม่ตลกหรอก ทีแปรงมันหมายความว่าอย่างนี้นะๆ คุยกับเพื่อนดีกว่า เพื่อนจะได้เข้าใจ” [gallery columns="2" size="medium" type="slideshow" ids="6525,6516,6515,6531,6537,6538"] “ผมก็จะมีวิธีสอนแปลกๆ ของผมอย่างนี้ แล้วเขาจะมองเราเป็นเพื่อน ป๊าทำไร เขาก็จะทำตาม ทำให้เราต้องเปลี่ยนพฤติกรรมเราด้วย เพราะเราไม่อยากให้เกิดคำถามกับลูกว่า อ้าว ป๊าป่วย แล้วป๊าสูบบุหรี่ทำไม ผมเลยตัดสินใจเลิกขาดเลย การมีลูกเปลี่ยนแปลงหลายอย่างมากๆ มีวินัยขึ้น มีเป้าหมายขึ้น รู้จักวางแผนมากขึ้น ทำอะไรคิดหน้าคิดหลัง วิ่งชนงาน ทำทุกอย่าง และมันตัดสิ่งไม่จำเป็นในชีวิตออกไปมากขึ้น สมัยก่อนเราชอบซื้อของ ไม่ได้ว่ะ ต้องมี มันไม่ได้มาบ่อยๆ แต่ตอนนี้เห็นแล้วแบบ อ๋อ ค่าน้ำมัน ค่าเทอมลูก นั่นใช้พาลูกไปกินอะไรได้ สิ่งของพวกนั้นมันมีเสน่ห์นะ แต่มันหันมายิ้มและให้กำลังใจเราไม่ได้ แต่เวลาได้อยู่กับลูก เวลาผมกลับมาเหนื่อยๆ ป๊าเหนื่อยไหมครับ เหนื่อยสิ เหนื่อยมากเลย มานี่มา เดี๋ยวนวดให้ เขาจะมีความตอแหลของเขาฮะ (หัวเราะ) เราแบบ เห้ย ดีว่ะ ตอแหลดีว่ะ ชอบว่ะ โคตรดีเลยที่มีลูก” [gallery size="medium" type="slideshow" ids="6534,6526,6528,6521,6535,6532"] น้ำเสียง รอยยิ้ม และแววตาคู่นั้นยิ่งยืนยัน เพราะมันฉายความสุขของการได้เป็นพ่อคนอย่างชัดเจน “อย่างความภูมิใจของผมตอนนี้ บางคนก็ถาม เป็นศิลปินหรอ? เราก็บอก ไม่ เป็นพ่อนี่แหละ ภูมิใจที่สุด” ก่อนจากกัน คุณแมนยังทิ้งท้ายสั้นๆ ด้วยถ้อยคำที่ยืนยันว่า ลูกคือความไม่พร้อมที่ดีที่สุดในชีวิตเขา ที่เข้ามาทำให้เขาเป็นลูกผู้ชายเต็มคน “ลองมีนะ” คุณพ่ออารมณ์ศิลป์ว่าอย่างนั้น ก่อนใช้นิ้วปาดฟองกาแฟที่นิดหนวด เผยให้เห็นรอยยิ้มที่คนมีลูกเท่านั้นถึงจะเข้าใจความหมายที่แท้จริง   Copyright 2018 www.momscream.com Facebook: Momscream

MOM'S LIFE

เลี้ยงลูกคนเดียวทุกหยด! แต่ก็ต้องขอสวย + แซ่บด้วยค่ะ! ฮอตมัมตัวจริงมาก

น้องปิ่นเคยเป็นพีอาร์สาวในบริษัทบิวตี้ชั้นนำ เธอเป็นพีอาร์ยิ้มประหาร คือไม่ว่าจะเจอเธอที่ไหน เมื่อไหร่ เธอจะมาพร้อมรอยยิ้ม ที่ยิ้มทั้งหน้า ทั้งตา ตอนรู้จักกันใหม่ๆ ปิ่นยังไม่ได้แต่งงาน แต่ใครๆ ก็รู้ว่าเธอกับแฟนคบกันมาตั้งแต่ตอนเรียนแล้ว แล้วปิ่นก็แต่งงาน แล้วปิ่นก็มีลูก และล่าสุดเจอเธอ ปิ่นบอกว่า “เลิกแล้วนะพี่ ตอนนี้เลี้ยงลูกคนเดียวเลยค่ะ แต่ก็มีความสุขดีมากๆ” เรานัดเจอปิ่นที่ร้านกาแฟเก๋ๆ เน้นว่าต้องเก๋เพราะความเป็นแม่ ทำให้เราไม่ค่อยเปิดโลกใหม่ๆ ให้ตัวเองกัน ทันทีที่เจอปิ่นต้องร้องแบบ “ว้าวววววววววว” แรงมากๆ เพราะปิ่นใส่ฮอต แพ้นท์ลูกไม้สีดำ ที่สั้นมากๆ กับบู๊ทดำสูงครึ่งแข้ง ปิ่นชวนเรานึกไปถึงวง Spice Girl เธอคือสปอร์ตี้ สไปซ์แน่ๆ! และเธอมียิ้มหวานจับใจเหมือนเดิม ปิ่นยังสดใส นุ่มนวล ที่เพิ่มมาก็คือความแซ่บปรี๊ดที่เรานับถือเธอมาก แล้วเราก็เริ่มรัวคำถามกันเลย อยากรู้ที่สุดคือชีวิตแม่ของเธอเป็นยังไงบ้าง เกิดอะไรขึ้นกับผู้ชายที่เธอคบมา 20 ปี เป็นพ่อของลูกเธอ และต้องเลิกรากันไป เผื่อว่าเรื่องของปิ่นจะทำให้แม่ๆ ที่เจออะไรคล้ายๆ กัน มีกำลังใจขึ้นมาสู้โลกกันต่อไปได้ด้วย มีสัญญาณบอกตั้งแต่ตอนคบกันแล้ว เขาเจ้าชู้มาตลอด ไม่เคยรู้เลยว่าปิ่นต้องเจออะไรบ้าง จนเธอบอกว่า “เป็นแฟนกันมา 20 ปี ก็มีทะเลาะกันตลอด เพราะเขาเจ้าชู้ เราก็ยอม ด้วยความอยากเอาชนะ เราคิดว่าจะเอาความดีเข้าสู้ คิดเลยว่าเราจะเปลี่ยนผู้ชายคนนี้ให้ได้” หลังจากนั้นน้องปิ่นก็ถูกขอแต่งงาน เธอแต่งงานตอนอายุเข้า 31 ปี ปิ่นบอกว่าตอนนั้นคิดว่าอายุมากแล้วนะ “แต่ปิ่นพูดจริงๆ เลยว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ จะไม่แต่งตอนนั้นแน่นอน ไม่ควรรีบเลย แต่งตอน 35-36 ก็ยังได้อยู่” เพราะปิ่นบอกว่าอายุช่วงสามสิบต้นนี่ยังเด็กอยู่มาก ถ้าจะให้ดีปิ่นแนะนำว่า ควรแต่งงานตอนที่เรารู้สึกว่าเราอยู่ตัวกับตัวเองแล้วมากกว่า หลังแต่งงาน เจอแต่อะไรที่ไม่คาดคิดมาก่อน ปิ่นบอกว่าคิดว่ารู้จักกันดีแล้ว คบกันมาตั้ง 20 ปี ผ่านเรื่องเจ้าชู้อะไรมาก็หลายครั้ง แต่เธอก็ยังเจออะไรไม่คาดคิดอยู่ดี เรื่องใหญ่มากของน้องปิ่นอาจจะทำพวกเราคิดในใจว่า “จริงสิ เรื่องนี้น่ะหรือ?” แต่สำหรับเธอถือเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ “ไม่เคยรู้ว่าเขานอนกรนหนักมากค่ะ ปิ่นเซนซิทีฟกับเรื่องนี้มาก คือจะเกิดอาการประสาทร้าวเลย นอนไม่ได้ทั้งคืน ตื่นมาอีกวันทำอะไรไม่ได้ ปวดหัวทั้งวัน แล้วแยกห้องนอนก็ไม่ได้ เพราะอยู่บ้านเขา” ปิ่นไม่สามารถทำงานได้เลย ชีวิตไม่ฟังก์ชั่นสุดๆ เธอเลยตัดสินใจย้ายกลับไปอยู่บ้านแม่ “มันทรมานมาก เขาพยายามช่วยแล้วนะ แต่ก็ยังไม่เวิร์ค” ถามปิ่นว่าถ้ารู้ก่อนหน้าแต่งว่าเขานอนกรน จะยังแต่งมั้ย ปิ่นบอกชัดเจนเลยว่า “ไม่แต่งแน่ๆ ค่ะ” ยังมีเรื่องผู้หญิงเข้ามาให้รำคาญใจด้วย มีเรื่องผู้หญิงมาแพลมๆ ทำให้ปิ่นรู้สึกว่าเขาไม่สนใจเธอเลย แล้วเขามาหาว่าเธอหึง ซึ่งปิ่นถือเป็นหญิงแกร่งใจแข็งคนหนึ่งที่เธอบอกว่าไม่เคยหึงเขาเลยจริงๆ เพราะชินมากกับนิสัยแบบนี้ แล้วพออยู่ๆ กันไปนานขึ้นๆ ปิ่นก็เริ่มรู้สึกว่าเขาไม่รักเธอแล้ว "มันคือความเฉยชาต่อกัน จริงๆ ตอนนี้ปิ่นจำไม่ได้เลยนะ เพราะปิ่นไม่ค่อยลงดีเทล ไม่วีน ไม่หึง แค่คิดกับตัวเองว่า ก็ในเมื่อไม่เหมือนคนรักกันแล้ว ทำไมเราต้องทนอยู่ด้วยกัน” ปิ่นเป็นสาวใจเด็ดที่สุดในสามโลก เมื่อเธอหาเหตุผลไม่ได้ว่า ถ้าไม่รู้สึกว่าเรารักกัน แล้วจะอยู่กันไปทำไม เธอเลยคิดว่า อย่างนั้นก็เลิกกัน ก็ไม่ต่างอะไรนี่นา “บอกเลิกเขาเลย เขาบอกทำไมต้องเลิก เพราะเราก็ไม่ได้ทะเลาะกัน เราแค่ไม่ได้คุยกัน ไม่มีอะไรมาแชร์กัน” สำหรับเขา เขายังโอเคที่จะอยู่กับปิ่น แต่สำหรับปิ่น เธอไม่โอเค เธอเป็นผู้หญิงที่ ไม่ขอทน ไม่อยากอึดอัดใจ แล้วเธอกับเขาก็มีลูกด้วยกัน เป็นเรื่องช็อคมากสำหรับปิ่น เพราะเธอกำลังคิดจะเลิกกับเขาอยู่แล้ว “แต่งงานมา 5 ปี ปล่อยท้องตลอด ก็ไม่มีลูก แต่พอปีสุดท้ายที่ไม่โอเคกันมากๆ ลูกมาเลย” พอรู้ตัวว่ามีลูกแล้วปั๊บ ปิ่นคิดเลยว่า “เราต้องเลี้ยงลูกได้ด้วยตัวเองนะ เราต้องมีความสุขด้วยตัวเองให้ได้” เพราะเธอไม่คาดหวังว่าเขาจะเป็นพ่อที่ทุ่มเทอะไรเพื่อลูกขนาดนั้น แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เธอดูแลตัวเองล้วนๆ ตั้งแต่ตอนท้อง จนถึงตอนคลอด ระหว่างท้องปิ่นก็ใช้ชีวิตไปตามปกติ ไม่ดราม่า ไม่ร้องขออะไร แล้วปิ่นก็ตั้งใจว่าจะคลอดเองคนเดียวแล้วกัน “ตอนจะคลอด เขาไม่ได้มา เพื่อนมาอยู่ด้วยแทน ซื้อข้าวซื้อน้ำมาให้กิน แล้วน้ำเดิม แล้วก็คลอดเลย” รู้ตัวเลยว่าเราเป็นซิงเกิล มัมแน่นอน! พอคลอดลูกแล้วกลับบ้านได้ ปิ่นมาอยู่บ้านอีกหลังคนเดียวในบริเวณเดียวกับบ้านแม่ ปิ่นบอกว่ารู้สึกเลยว่า “เราต้องเป็นซิงเกิลมัมแน่ๆ ทำใจเลย” แล้วเธอก็ได้ดูแลลูกคนเดียวล้วนๆ ของจริง “สามเดือนคือเลี้ยงลูก ให้นม ทำงานบ้าน ล้างขวดนม ซักผ้า ทำทุกอย่าง เยินเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราค่อยบิ๊วด์ได้” ปิ่นบอกเรื่องที่ไม่ยอมแน่นอนเลยคือความสวย เธอตั้งใจไว้เลยว่าเจอกันแน่ อาการที่เกิดกับเธอตอนหลังคลอดก็คือ “ผมร่วงแบบแหว่งไปเลย แล้วก็เหนื่อยมาก” ตอนนั้นเธอไม่ได้ทำงานประจำแล้ว แต่ตั้งบริษัทรับงานเล็กๆ ของเธอ “คิดเหมือนกันว่าหรือเราจะหยุดทำงานเลยดี แต่เอ! เดี๋ยวไม่มีเงิน ก็เลยยังทำอยู่ดีกว่า” ปิ่นเป็นซิลเกิลมัมที่ไม่มีพี่เลี้ยง ทุกอย่างของลูกเธอเลยลุยเดี่ยวหมด และเธอใช้เซนส์ในความเป็นแม่เลี้ยงลูก “เลี้ยงลูกแบบเชื่อในเซนส์ตัวเอง จากที่ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นแม่ได้ ไม่เคยเข้าใจความรักของแม่ พอผ่านไปไม่กี่เดือน ถึงแก่นเลย จนเพื่อนยังบอกว่า ไม่คิดว่าเราจะเป็นแม่ได้ขนาดนี้” สไตล์การเลี้ยงลูกของปิ่นคือชิลล์มาก ไม่นอยด์อะไรเลย พอถามถึงพ่อของลูกล่ะ? “เขาไม่ได้มาร่วมเลี้ยงลูกอะไรกับเรา มีมาค้างบ้างช่วงลูกคลอดแรกๆ แต่ก็ไม่ได้พยายามช่วยเราเลี้ยงลูกอะไร จนมีอยู่วันหนึ่งลูกอายุหนึ่งขวบ เราเลี้ยงแบบไม่ได้ให้ลูกดูยูทุบอะไร ลูกก็เล่นของเขาไป แล้วพ่อมาหาลูก ภาพที่เห็นคือ ของเล่นกระจัดกระจาย ขนมหก และลูกนั่งดูยูทุบอยู่ เราปรี๊ดเลย” ปิ่นเลยใจเด็ดที่สุด บอกเขาไปว่า “เราคงเลี้ยงลูกคนละแนวกัน เราเทรนของเรามาดีๆ ลูกยังเล็กอยู่มาก เลยบอกว่าขอหย่าขาดกันจริงๆ เลยแล้วกัน” แต่ปิ่นก็ให้พ่อมาหาลูกได้ตามที่เขาอยากมา แต่ไม่ต้องค้างจะดีกว่า ช่วงแรกๆ ลูกจะถามถึงพ่อเหมือนกัน แต่ปิ่นบอกก็ให้ลุงพี่ชายของเธอมาเล่นกับลูกแทนพ่อ ผ่านไปหกเดือน ลูกก็ไม่ได้ถามถึงพ่ออีก พร้อมๆ กับที่พ่อก็ไม่ได้มาหาลูกอีกเลย พ่อไม่อยู่ แต่ลูกเป็นเด็กที่สดใสมาก “เราเชื่อว่าลูกเราโอเคนะ เขาแฮปปี้สดใสดี ไม่เคยเห็นเขานั่งซึม นั่งเศร้าคิดถึงพ่อเขาเลย” ปิ่นบอกว่าความรักของเธอ ของครอบครัวเธอ ลูกได้รับเต็มร้อย ไม่มีอะไรขาดไปแน่ๆ เธอสอนลูกแบบคุยกับลูกตลอด “ปิ่นคุยกับเขา สอนเขาเยอะ เขาค่อนข้างเชื่อเรา ไม่เหวี่ยงเราเลยนะ ลูกกินข้าวเป็นมื้อๆ ถ้าจะกินขนมก็ต้องมาถามแม่ก่อน ไม่ติดมือถือ บอกรักแม่ตลอด เขาจะสวีทมาก เวลาเราไม่อยู่ก็จะถามว่าแม่ไปไหน แค่ไปห้องน้ำ เขาก็บอกว่าคิดถึงแม่นะ เขาจะมีคำพูดที่เราไม่คิดว่าเขาจะพูดอย่าง ป๊ากรักแม่จัง” มาถึงเรื่องค่าเทอม ดูแลได้เหมือนกัน หลังจากเลี้ยงลูกไปได้สักพัก ปิ่นก็ยังรับงานฟรีแลนซ์อยู่ มีรายได้ต่อเดือนเพียงพอเลี้ยงลูกแน่นอน เธอให้ลูกเรียนที่โรงเรียนสองภาษาแถวบ้าน รับภาระเรื่องค่าเทอมคนเดียว “ค่าเทอมลูกปีละแสน ปิ่นจ่ายได้ เลือกโรงเรียนที่เราไหว แล้วก็ไม่คิดอนาคตไกลมาก แต่เรารู้ว่าเรามีเงินเก็บ พาลูกไปเที่ยวได้ แต่ไม่ถึงกับหรูหรา แล้วลูกก็ไม่เคยร้องอยากได้อะไร เขาจะเข้าใจ ไม่งอแง” น้องป๊ากดูแลตัวเองได้ตั้งแต่เล็กๆ ใส่เสื้อผ้า รองเท้าเอง กินข้าวเอง อาบน้ำเอง เข้าห้องน้ำเอง ปิ่นไม่เคยต้องขอเงินใคร เธอแมนมาก อะไรเกินตัวก็ตัดออก แต่ที่เธอไม่ยอมตัดคือความสวย ความแซ่บของเธอนี่ล่ะ ต้องสวยสิ ถึงจะมีกำลังใจ เป็นสิ่งที่เราเห็นปิ่นตั้งแต่วันแรกจนวันนี้ เจอกันแต่ละครั้ง ปิ่นจะเปลี่ยนลุคไม่เคยซ้ำ ผมยาวสีน้ำตาลเข้ม ผมทองสั้น ชุดแนวโบฮีบ้าง สปอร์ตี้ เซ็กซี่บ้าง เธอสนุกกับอะไรแบบนี้มาก และเธอบอกว่า “ถ้าผ่านไปสักพักก็อยากมีความรักอีกครั้งนะ” แต่ครั้งนี้เธอไม่ขอต้องมาอยู่เป็นครอบครัวแล้ว เธอบอกว่าแค่เจอกันบ้างก็โอเค และเธอยืนยันว่าคงมีลูกกับใครอีกไม่ได้แล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เธอกำลังฟิตก็คือ “อยากผอมๆ อยากแต่งตัวสวยๆ ปิ่นเลยไปวิ่งมา วิ่งตอนเช้า วิ่งมาสองเดือนละ น้ำหนักลงไป 4 กิโลกรัม แล้วก็ไม่เครียดนะ อาหารก็ไม่ได้คุมมาก เสาร์อาทิตย์ก็ไปวิ่ง ลูกจะขี่จักรยานตาม” พอหุ่นได้ ใจมาเต็มร้อยเลย ปิ่นเริ่มเอาฝันที่อยากทำมาเคาะๆ เธอกำลังคิดจะทำอะไรเล็กๆ ของตัวเองอีกเรื่อยๆ และที่เธอเน้นคือ “ต้องเป็นอะไรที่สนุก อยากทำอะไรแบบลัลล้าๆ” ปิ่นได้สมที่เธออยากแล้ว ปิ่นวันนี้แซ่บมากๆๆๆๆ อีกเดี๋ยวน่าจะมีความรักใหม่ได้ ปิ่นคือคุณแม่ที่ชิลล์จริง ใจเด็ดจริง คำว่าแฮปปี้ และเฮลธ์ตี้คือเธอเลย ถามปิ่นว่าแล้วเป็นซิงเกิลมัม หนักหนาไหม? เธอบอกว่า “รู้สึกชัดเจนกับตัวเองมากๆ ไม่ต้องคาดหวังมาก เหมือนเลือกอะไรได้เองมากกว่าตอนสาวๆ อีก ตอนสาวๆ เราต้องแคร์ผู้ชาย แต่ตอนนี้เราไม่แคร์เลย ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ไม่เห็นเป็นไรเลย รู้สึกดีกับตัวเองกว่ามาก แล้วตอนนี้ชิลล์เรื่องผู้ชายนอกใจมาก มองว่าเรื่องเล็กของชีวิตเลย มันเทียบไม่ได้กับที่เรามีกันกับลูก” ถามอีกว่าแล้วปิ่นอยากให้ลูกเป็นยังไงที่สุด? เธอบอกว่า “อยากให้เขาเป็นเด็กไม่เห็นแก่ตัวที่สุด จะสอนเรื่องนี้เขาเยอะ แล้วก็อยากให้ลูกชิลล์ ไม่ต้องเครียดกับชีวิตนะลูก เดี๋ยวลูกจะสตรองแล้วผ่านทุกอย่างไปได้เอง ยิ้มเขาไว้ลูก!” หัวใจของซิลเกิลมัมสุดชิลล์ น้องปิ่น พาพร ตั้งตรงจิตร คุณแม่วัย 41 ปีของน้องป๊าก Copyright 2018 www.momscream.com Facebook MomScream

TRAVEL

อุทยานแห่งชาติก็สนุกได้ลูก! เที่ยวไม่ต้องหรู ลูกเราจะได้ติดดินๆ

มัมสกรีมได้เรื่องเที่ยวกับลูกนี้มาจากน้องปิ่น คุณแม่แซ่บของเรา จริงๆ นัดเจอปิ่นเพื่อจะคุยเรื่องของเธอ คุยกันไปยาวมาก ปิ่นถามว่าอยากได้เรื่องพาลูกเที่ยวมั้ย เอาสิจ๊ะปิ่น ต้องการมากเลย ผ่านไปไม่กี่วันเธอเลยเขียนเรื่องนี้มาให้ ปิ่นบอกว่าไปเที่ยวอุทยานแบบนี้ไม่แพงเลย สนุกมากด้วย เห็นรูปแล้วอินเลยอะ เอาล่ะ! แม่ๆ ขาลุยเตรียมเก็บเป้ลูกแล้วไปกันเลยนะ     ธรรมชาติล้วนคือที่นี่.. แม่ๆที่อยากสอนให้ลูกอยู่กับธรรมชาติให้เป็น ที่เที่ยวที่ได้ติดดินจริงๆ นอนใกล้กับธรรมชาติจริงๆ จะทำให้เขาเข้าใจธรรมชาติที่สุด คุณแม่ปิ่นเลือกอุทยานแห่งชาติหาดวนกร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นที่ที่เธอออเลือกพาลูกชายตัวน้อยไป ปิ่นบอกว่า “ที่นี่เป็นธรรมชาติมากๆๆๆๆ เริ่ดตรงที่เหมาะกับคุณแม่คุณลูกสายชิลลลล์ ที่อยากอยู่ใกล้ๆ กับธรรมชาติที่ไม่ถูกปรุงแต่ง เพราะนี่ไม่มีสิ่งก่อสร้างวิจิตรหรูหราอะไนเลย ไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายแบบโรงแรมห้าดาว อย่าหวังว่าจะเจอเตียงนุ่ม หมอนขนเป็น แอร์เย็นฉ่ำใดๆ” ปิ่นยิ้มแล้วบอกต่อว่า  “แต่ที่นี่เด็กๆจะได้สนุกกับหาดทรายขาวที่ทอดยาวลงไปในทะเลกันได้เต็มๆ แค่เห็นทรายเขาก็แทบจะอดใจไม่ได้กันแล้ว แล้วเขาจะได้ระเบิดจินตนาการสร้างปราสาททรายกันแน่นอน ได้เก็บลูกสนและเปลือกหอยมาเล่นทำอาหาร” แล้วที่นี่ก็ยังไม่ไกลเลย ขับรถจากกรุงเทพสองชั่วโมงนิดๆ หรือถ้าอยากชิลล์แบบสุดติ่ง พาลูกนั่งรถไฟมาเลย!   ที่พักไม่แพงอย่างแรง ห้อนนอนน่านอน เต๊นท์ก็มีด้วย ปิ่นบอกว่าที่พักของที่นี่แบ่งเป็นบ้านพักเดี่ยวสองห้องนอน หรือห้องพักแบบเรือนแถวยกพื้นสูง ที่ด้านในห้องเจ๋งตรงมีชั้นลอยให้สามารถปีนป่ายขึ้นไปนอนด้านบนได้อีก หรือจะกางเต็นท์นอนชิลล์ๆชิดติดทะเลธรรมชาติสุดๆก็ได้ด้วย พ่อนักผจญภัยทั้งหลาย ถ้าลองได้พาลูกชายนอนเต๊นท์ พ่อน่าจะกลายเป็นฮีโร่ของลูกไปเลย หรือถ้าใครแนวหน่อยมีรถบ้านส่วนตัวเกร๋ๆก็สามารถลากมาตั้งริมทะเลนี้ได้เลยเพราะมีปลั๊กไฟไว้ให้รอเสียบชาร์จได้อยู่แล้ว แม่ที่มีชีวิตในเมืองเยอะๆ ปิ่นบอกว่ามาถึงที่นี่ปั๊บ “อยากให้สูดอากาศหายใจเข้าไปให้เต็มปอดอย่างน้อยสักสามเฮือก เพราะจะรู้สึกได้ถึงอะดรีนาลีนแห่งความสดชื่นวิ่งแผ่ซ่านไปทั่วร่างแม่ๆ แน่นอน” เสร็จแล้วไม่ต้องคิดอะไรเยอะ พาลูกวิ่งลงทะเลก่อนเลย เขาทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว พอลูกได้ลงทะเล คราวนี้เขาก็จะปักหลักอยู่แต่ริมทะเลแล้ว ปิ่นบอกว่า “เด็กๆ จะไม่ไปไหนไกล เขาเจอทะเล เจอทรายก็จะนั่งเล่นอยู่ตรงนั้นได้ทั้งวันแน่นอน เตรียมอุปกรณ์ให้เขา คอยมองเขาบ้าง เข้าไปเล่นกับเขาบ้าง เขาเล่นคนเดียวได้ แค่ขอให้แม่ให้กำลังใจเวลาสร้างอะไรเจ๋งๆ บนทรายบ้างอะไรบ้าง” ทะเลที่นี่บริสุทธิ์มากแบบว่าได้เห็นปลาเสือตัวกระจิ๊ดริดนับร้อยว่ายอยู่ในแอ่งน้ำตื้นๆ และยังมีหอยทับทิมนับพันกระดึ๊บๆอยู่ริมหาด ตอนเช้าก็มีปลาดาวขึ้นมาอาบแดด และที่ปิ่นกรี๊ดมากก็คือ “ตอนที่ไปได้เห็นปลากระเบนตัวเท่าสองฝ่ามือมาว่ายน้ำใกล้ๆกับที่เราเล่นน้ำอยู่กับลูกด้วย...บอกเลยว่าฟินนนนนมาก”   ได้เจอดอกไม้มหัศจรรย์ ทำเอาตื่นเต้นไปเลย ที่นี่ไม่ได้มีแค่หาดทรายกับทะเลนะ ปิ่นยังได้พาลูกไปรู้จักกับต้นไม้ ดอกไม้ หลายพันธุ์มมากๆ ที่เขาอาจไม่เคยเห็นตอนที่อยู่ในเมือง “เจ้าตัวเล็กของเราตื่นเต้นมากกับต้นต้อยติ่ง และ ต้นไมยราบ ฮีสนุกกับการที่เห็นเม็ดต้อยติ่งแตกกระเด็นเป๊าะแป๊ะๆ สนุกกับการแกล้งต้นไมยราบให้หุบแขนขา คือในเมืองนี่ยังไงก็แทบจะไม่มีให้เห็น” สิ่งที่ปิ่นได้มากๆ ที่สุดที่พาลูกมาก็คือ “เราได้เห็นลูกหัวเราะร่ากับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่เค้าไม่เห็นได้เห็นมาก่อน มันเหมือนเป็นกลุ่มก้อนพลังงานวิเศษที่วิ่งตรงพุ่งจื๊ดดดดดเข้าชาร์จหัวใจเราทันที ทำให้เรามีแรงสู้เพื่อเขาต่อไป เพราะเราอยากเห็นภาพที่เขามีความสุขอย่างนี้มากๆขึ้นไปอีก”   อาหารก็อร่อยมากๆๆๆ ส่วนเรื่องอาหารการกินที่นี่ก็ไม่ต้องห่วง เพราะมีร้านอาหารของอุทยานที่ทำอาหารอร่อยให้เราได้กินอิ่มทุกมื้อ หรือถ้าอยากทำอาหารเองก็ได้เพราะเลยอุทยานออกไปหน่อยก็มีตลาดสดให้เลือกซื้อของมาทำกินเอง ถ้าแม่ๆจะมาที่นี่ ปิ่นแนะนำให้มาพักอย่างน้อยสักสองคืน แล้วถ้าตอนกลางวันจะพาลูกออกไปเที่ยวใกล้ๆอุทยานก็ได้ ปิ่นพาลูกไปพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำหว้ากอ ซึ่งปิ่นบอกว่าไม่น่าเชื่อว่าคุ้มค่ามากกับค่าเข้าราคาผู้ใหญ่ 30 เด็ก 20 บาท “ลูกมีความสุขและตื่นตามากที่ได้เห็นปลาแปลกๆทั้งปลาน้ำจืดและน้ำเค็มและได้เห็นโลกใต้ทะเลที่เค้ายังไม่เคยได้เห็น และได้เห็นการให้อาหารปลาฉลามในอแควเรี่ยมด้วย” และบรรยากาศด้านนอกที่เป็นวิวทะเลคลองวาฬ ที่สวยเงียบสงบชิลล์ อันนี้ถูกใจแม่มาก   มัมสกรีมและน้องปิ่น ก็ขอให้แม่ๆ หัวใจธรรมชาติที่อยากพาลูกไป ได้ฟินกันกับลูกๆ นะ เสียงหัวเราะของเขากับเสียงคลื่น อะไรแบบนี้ล่ะที่แม่โหยหา และไม่มีวันลืม มัมสกรีมขอขอบคุณคุณแม่ปิ่นมากนะคะ สำหรับการติดต่อเข้าพักที่อุทยานแห่งชาติวนกรลองเข้าไปดูกันเองนะคะ http://park.dnp.go.th/visitor/nationparkshow.php?PTA_CODE=1075 Copyright www.momscream.com Facebook/Momscream

KIDS

10 มุมมองจากคุณพ่อสอนลูก ให้เขามีวินัย มีความสุข และมีหัวใจที่ดีงาม

มัมสกรีมมีเรื่องราวที่จุดประกายเวอร์ชั่นไฟลุกพรึบของคุณพ่อ และคุณแม่สองท่านนี้ ด็อคเตอร์ต่อยศ ปาลเดชพงศ์ และทันตแพทย์หญิง อสมา ปาลเดชพงศ์ คุณพ่อคุณแม่ของน้องอิ๊ก น้องอัญ และน้องอิม สามพี่น้องวัย 10 ขวบ และน้องแฝดทั้งสองวัย 8 ขวบ อยากรู้ที่สุดคือเมื่อคุณพ่อเป็นเจ้าของโรงเรียนอินเตอร์ Denla British School และคุณแม่เป็นทันตแพทย์หญิง จะมีวิธีสอนลูกๆ ยังไง ให้เป็นเด็กที่จะต้องโตมาใช้ชีวิตบนโลกนี้แบบที่เข้ากับการหมุนไปของโลก และตัวเขาก็มีความสุขด้วย สองชั่วโมงเต็มที่คุยกับด็อคเตอร์และคุณหมอ เปิดโลกเราอย่างหนัก ขอรวบตึงเป็น 10 แง่คิดสำหรับดูแลลูกในมุมของคุณพ่อที่น่าสนใจมากๆ คุณพ่อเป็นเหมือนปีกโอบลูก แต่คนที่จะฝึกฝนใกล้ชิดคือคุณแม่ เมื่อมารวมกันแล้ว เลยเป็นแง่คิดที่เราฟังแล้วมีไฟ อยากรีบกลับไปมองตาลูกตัวเอง แล้วเอาวิสดอมจากด็อคเตอร์มาใช้เดี๋ยวนั้น แม่ๆ ลองอ่านดูนะคะ   1 ผมสวดมนตร์ตั้งแต่รู้ว่ามีลูก ด็อคเตอร์และคุณหมอเริ่มดูแลลูกๆ ตั้งแต่ตอนคุณหมอตั้งท้อง ความตั้งใจแรกของด็อคเตอร์คือ “ผมอยากให้เขาเป็นคนดี” ทั้งด็อคเตอร์และคุณหมอก็เลยสวดมนตร์ให้ลูกๆ ด้วยกันทุกวันๆ ส่งความสงบ ส่งสมาธิของพ่อและแม่ไปที่จิตเขาตั้งแต่แรกๆ   2 อยากให้เวลาเขาเยอะๆ อุ้มเขาได้ก็จะอุ้ม แล้วพอน้องๆ เกิดมา เรื่องต่อมาที่ด็อคเตอร์เน้นก็คือเวลา “ผมอยากให้เวลาเขาเยอะๆ สมัยก่อนมีคนเคยบอกว่า อย่าอุ้มลูกเยอะนะ เดี๋ยวเขาจะติดมือ แต่ผมจะคิดต่างว่าติดแล้วไม่เป็นไรนี่นา ผมอยากใช้เวลาอยู่ใกล้ๆ เขาให้มากที่สุดมากกว่า” ด็อคเตอร์และคุณหมอไม่ฝืนธรรมชาติความรักของคนเป็นพ่อเป็นแม่ เวลาเลยกลายเป็นสิ่งที่ด็อคเตอร์คิดว่ามีค่าที่สุดที่จะให้ลูกๆ และไม่ว่าจะไปทำอะไรที่ไหน ด็อคเตอร์ก็มักเลือกที่จะเดินทางไปใกล้ๆ บ้าน “ผมบอกแฟนเลยว่าจะทำอะไร ขอใกล้ๆ บ้านนะ ต่อให้ที่ไกลๆ มีเรียนอะไรดียังไง ผมว่ามันไม่จำเป็น เดินทางไปกลับ ไม่คุ้มกับเวลาที่เราเสียไป ไอเดียของผมคือเอาที่สบายๆ ดีกว่า”   3 ลูกๆ ต้องนอนให้พอทุกวัน วันละ 9-11 ชั่วโมง เรื่องเวลาที่ด็อคเตอร์ใส่ใจแล้ว อีกเรื่องหนึ่งก็คือวินัย อันนี้ด็อคเตอร์บอกว่าขอยกให้คุณแม่ไปเลย “จะเน้นเรื่องพักผ่อนให้เพียงพอ ถ้าเด็กนอนวันละ 9- 11ชั่วโมงได้ เขาจะแข็งแรง ไม่ค่อยป่วย ก็เลยให้เขานอนไม่เกินสองทุ่มทุกวัน แล้วตื่นหกโมงเช้า วันเสาร์อาทิตย์ก็จะเป็นแบบนี้เหมือนกัน ก็เลยจะไม่ชอบพาเขาไปเที่ยวกลับมาดึกๆ” ตรงนี้คุณหมอหันมาบอกว่า “คุณพ่อจะปลุกทุกเช้า วันหยุดยังไงก็จะตื่นเช้ากันค่ะ”   4 ความสม่ำเสมอสำคัญมาก ต้องฝึกเขาก่อน 10 ขวบ วินัยอีกเรื่องที่คุณหมอเน้นว่าสำคัญเลยคือ ความสม่ำเสมอ และต้องฝึกเขาให้ได้ก่อน 10 ขวบจะดีมาก เพราะเด็กพอเลยสิบขวบ จะเริ่มไม่ฟังอะไรพ่อแม่แล้ว  ลูกๆ ของคุณหมอสองคนจะเรียนว่ายน้ำ และลูกๆ เป็นคนขออยากเรียนเอง คุณหมอบอกว่าเรียนได้ แต่ต้องสม่ำเสมอนะ วันไหนต้องว่าย ก็ต้องว่ายนะ ขนาดว่าอากาศเย็นๆ คุณหมอก็ยังคงให้ลูกไปว่ายน้ำ คุณหมอบอกว่า “เด็กที่เล่นกีฬาเป็นประจำ อากาศเย็นขึ้นมาหน่อย หรือฝนตำพรำๆ นิด ก็จะไม่กระทบกระเทือนอะไร เขาจะไม่ป่วยกันเลย” ด็อคเตอร์หันมาเสริมว่า “ผมไม่ได้อยากให้ลูกว่ายน้ำเพื่อได้เหรียญ แต่ตั้งใจว่าจะทำแล้ว ก็อยากให้เขาทำตามที่ตั้งใจไว้ ผลจากที่เขาเป็นอย่างนี้ เขาจะเป็นคนโฟกัส สม่ำเสมอ แต่เขาจะเป็นคนเลือกเองนะ ถ้าเขามางอแงมาก ก็จะถามว่าถ้าอย่างนั้นเลิกไหม เขาก็ไม่เลิกแล้วขอลุยต่อไปเอง”   5 ว่ายน้ำ เลข ภาษา ถือเป็นเบสิคในชีวิตลูก ที่ต้องให้เป็น! เรื่องว่ายน้ำนี่ด็อคเตอร์ขอเน้นอีกนิดเลยว่า “ถือเป็นเรื่องเบสิคที่ผมว่าเด็กไทยควรฝึกให้เป็นให้ได้ เพราะเมืองเรามีอะไรติดกับน้ำเยอะ ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องฝึกให้เขาติดตัวเพื่อชีวิตเขาไปเลย” ถามด็อคเตอร์ต่อเลยว่า แล้วนอกจากว่ายน้ำ มีอะไรที่ควรฝึกลูกตั้งแต่เด็กอีกมั้ย? ด็อคเตอร์บอกเลยว่า “ผมขอเลข กับภาษาครับ อย่างอื่นไม่เป็นไรเลย เพราะเลขกับภาษาเป็นความรู้พื้นฐาน ไปใช้ในชีวิตจริงได้”   6 อยากรู้ว่าลูกชอบอะไร ต้องให้เขาลอง! เรื่องนี้ด็อคเตอร์บอกไม่มีทางลัด ถ้าพ่อแม่อยากรู้ว่าลูกมีพรสวรรค์อะไร ต้องให้เขาลองไปเรื่อยๆ “เรื่องนี้ผมเคยถามโปรเฟสเซอร์ตอนทำวิทยานิพนธ์ที่เมืองนอก ว่าชีวิตมีทางลัดมั้ย โปรเฟสเซอร์บอกว่าไม่มี ต้องลองเท่านั้น ลองทำอะไรก็ได้ไปสัก 6 เดือน ถ้าใช่ เราจะทำสิ่งนั้นต่อไปเรื่อยๆ เอง เพราะพอเราชอบ เราก็จะอยากทำ จะล้มยังไง เราก็จะสู้ต่อ ถ้าไม่ชอบก็หาทางใหม่ แล้วลองใหม่จนเจอนั่นเอง” ด็อคเตอร์เลยให้ลูกๆ ได้ลองเรียนหลายๆ อย่าง “ลูกผมพอย้ายมาเรียนที่เด่นหล้า บริติช สคูล มีกีฬาให้เขาลองหลายอย่าง เขาก็ลองไป มีเทนนิส บาสเก็ตบอล รักบี้ สุดท้ายเขาก็ชอบรักบี้ที่สุด”   7 ผมเชื่อเรื่องทำวันนี้ให้ดีกับลูกๆ มากกว่าวางแต่แผนอนาคต พอเราถามด็อคเตอร์ถึงคำถามคาใจแม่ๆ อย่างเรากันมากว่า เราควรเก็บเงินๆๆๆๆ เพื่อให้ลูกเรียนดีๆ ในวันหน้า แล้วทำงานเยอะๆ ในวันนี้ไหม? ด็อคเตอร์บอกว่า “ผมว่าเอาเป็นว่า บ่ายนี้เราทำอะไรกับลูกดีกว่าครับ ยังไม่ต้องคิดไกลขนาดนั้น เอาตอนนี้ก่อนเลยว่าลูกเราแฮปปี้ดีหรือยัง เรามีเวลาที่มีคุณภาพกับเขาหรือยัง? ถ้าเขากำลังจะแข่งวิ่งผลัด แล้วแม่ไม่ได้มาดู เขาจะเสียใจไหม?”   8 ลูกๆ จะสวัสดีพ่อแม่ทุกเช้าและเย็น อีกสิ่งที่ด็อคเตอร์ทำกับคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่เด็ก ด็อคเตอร์ก็ได้มาฝึกให้ลูกๆ ทำต่อในวันนี้แล้ว “ผมจะให้ลูกๆ สวัสดีผู้ใหญ่ในบ้านเช้าและเย็นทุกวัน เขาต้องเห็นความสำคัญกับการมีอยู่ของคนอื่นด้วย ตัวผมเองก็ตั้งใจไว้เลยว่าจะกอด และหอมแก้มเขาให้ครบสามคนทุกวัน”   9 ผมเชื่อเรื่องครอบครัว ครอบครัวคือสมบัติของเราตลอดชีวิต เรื่องนี้คุณพ่อของด็อคเตอร์เคยพูดประโยคนี้กับด็อคเตอร์ว่า “ให้รู้ไว้เสมอว่า พี่น้องคือของขวัญที่พ่อแม่มอบให้” เมื่อคิดและรู้ไปเรื่อยๆ ไม่ว่ายังไง ก็จะไม่มีการแตกหักกันกับพี่น้องแน่นอน ด็อคเตอร์บอกว่า “คุณพ่อสอนผมเลยว่า น้องเอาเปรียบพี่ได้ แต่พี่เอาเปรียบน้องไม่ได้เด็ดขาด” เมื่อเป็นเช่นนี้ น้องก็จะเคารพและรักพี่ กลายเป็นพี่น้องที่เกื้อกูลกัน ด็อคเตอร์บอกว่า “ผมเชื่อเรื่องครอบครัวที่สุด สำคัญมากสำหรับชีวิตที่จะมีความสุขไปได้แบบแทงยาว” ลูกๆ ของด็อคเตอร์ถ้ามีอะไรทะเลาะกัน ด็อคเตอร์บอกว่าเป็นเรื่องใหญ่เลย จะมีอบรมทีละคนไปเลยด้วย เรื่องนี้ด็อคเตอร์บอกอีกว่า “คุณพ่อผมเชื่อว่าถ้าลูกหลานกตัญญู รักใคร่กลมเกลียว เขาก็จะไม่กล้าทำอะไรไม่ดี เพราะกลัวครอบครัวจะเสียชื่อ และเสียใจ”   10 เด็กๆ เหมือนต้นไม้ เค้าจะโตใหญ่อย่างเดียวไม่ได้ รากต้องลึกด้วย ถือเป็นปรัชญาที่ด็อคเตอร์ใช้บริหารโรงเรียนเด่นหล้า บริติช สคูลเลย เพื่อให้เป็นโรงเรียนอินเตอร์ที่เน้นรากที่ลึกของความเป็นไทยด้วย “ถ้าเราอยากให้ลูกเราสูงโตมากเท่าไหร่ เราก็ต้องมีรากที่ลึกให้เขามากเท่านั้น” คือหัวใจสำคัญที่ด็อคเตอร์ให้เป็นแก่นของทั้งครอบครัวตัวเอง และโรงเรียน ด็อคเตอร์เลยเน้นวัฒนธรรมของความเป็นไทยให้เด็กๆ ทุกคนต้องมี และต้องเข้าใจ ความรักของพ่อและแม่ กล่อมเกลามาเป็นหัวใจ วินัย ความสุขของลุกๆ และครอบครัว เพื่อต่อยอดไปสู่สังคม และสู่โลกต่อไป มัมสกรีมขอขอบพระคุณแง่มุมดีๆ ให้พวกเรามีแรงอยากเลี้ยงลูกขึ้นของด็อคเตอร์ และคุณหมออีกครั้งนะคะ   Copyright www.momscream.com Facebook: Momscream

What to wear

Mom dad & kid dare to wear

Trip & Eat


นั่งรถไฟลอดอุโมงค์ขุนตาน ไปขี่ช้าง นั่งรถม้าที่ลำปาง TRAVEL

6 อาหารสำเร็จรูป ที่เฮลธ์ตี้กับสุขภาพเรา เข้าซูเปอร์ไม่ต้องรู้สึกผิดแล้ว เย้!!!! TRAVEL

Yellow Submarine Bath Bomb

345.-

Kid Poster – Animals size 50x70cm.

500.-

Pamper me soap-Shea butter & Coconut

190.-

From Our Moms

แม่มือใหม่คนนี้เธอเลี้ยงลูกคนเดียว 3 เดือนเต็ม! ไม่ได้ออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว เธอทำได้ยังไง?

แม่ปู

ลูกสาว.. ทำให้เธอสร้างแบรนด์บิวตี้ได้ ยอดขายไปไกล 16 ประเทศทั่วโลก

แม่ออย

พาลูกไปญี่ปุ่นฝนตกทุกวัน 9 ที่เที่ยวนี้สนุกได้ไม่ต้องกลัวฝนเลย!

แม่เอ๋

แม่ฟูลไทม์คนนี้ ทำสำนักพิมพ์หนังสือเลี้ยงลูกจนดัง เวิร์คกับลูกเราทุกเล่ม!

แม่ทราย