เธอคือ HOT MOM ตัวจริง! คุณแม่ลูกสองที่หุ่นฟิตที่สุด เธอทำได้ยังไงนะ? MOM'S LIFE

“หยุดหลอกลูกวัย 4 ขวบได้แล้ว ถ้าอยากให้ลูกเป็นคนหัวไว!” KIDS

เอายังไงดี? ถ้าพ่อเทพบุตรสามีไม่เคยช่วยเรื่องเงินซักอย่าง LOVE

Uniqlo_EN
Beauty Logo
KIDS

เด็กชาย 6 ขวบคนนี้ทำรายได้จากรีวิวของเล่นในยูทูบ ได้ปีละ 11 ล้านเหรียญยูเอส!!

เขาคือ Ryan ToysReview เด็กที่ดังที่สุด รวยที่สุด มีของเล่นเยอะที่สุด!!! ใครจะคิดว่าภายในสามปีเขาจะกลายเป็นเจ้าพ่อตัวน้อยในยูทูบขนาดนี้ ตอนนี้ทั้งโลกกำลังจับตามองเขาเลย   เรามาดูกันว่าทำไมไรอันถึงเฮงขนาดนี้ เริ่มจากเขาก็มีชีวิตธรรมดาๆ กับพ่อแม่ของเขา ไรอันชอบดูวีดีโอรีวิวของเล่นมากๆ แม่เขาบอกว่า “ไรอันชอบดู EvanTubeHD และ Hulyan Maya ที่สุด ของเล่นโปรดของเขาคือ Thomas The Tank Engine” คือใครก็ตามที่รีวิวโธมัส ไรอันจะต้องดู จนวันหนึ่งเขาอายุแค่สามขวบเองนะ ไรอันก็ถามแม่เขาซื่อๆ ว่า “แม่ๆ อยากรีวิวของเล่นลงยูทูบบ้างอะ” ความน่ารักของพ่อแม่ไรอันคือ ได้สิลูก แล้วพวกเขาก็จัดรีวิวให้ลูก     รีวิวแรกที่ไรอันทำก็คือรีวิว Lego Duplo เป็นวีดีโอของเล่นเซ็ตรถไฟที่ไรอันเปิดกล่อง แกะกล่อง เอามาเล่น ใช้เวลา 15 นาที จากวีดีโออันนั้น ไรอันก็คลั่งทำรีวิวไม่หยุด ไม่ใช่แค่นานๆ ทำที แต่เขาทำรัวๆ จนมีเป็นร้อยวีดีโอ และวีดีโอที่ทำให้เขาระเบิดยูทูบก็คืออันที่เขารีวิวไข่ยักษ์ เซอร์ไพรส์ เอกส์ มียอดคนดูจนถึงวันนี้ 1.3 พันล้านวิว!!!! ทำให้เขาขึ้นแท่นเป็นคนที่รวยที่สุดจากยูทูบอันดับ 8 ของโลก จัดอันดับโดย Forbes ใช่แล้ว! ไรอันคือเด็กชายอายุ 6 ขวบที่มีรายได้ปีละ 11 ล้านยูเอสดอลล่าร์       และไม่ว่าเขาจะรีวิวอะไร ผ่านไปสักพัก ยอดทุกรีวิวก็จะขึ้นหลักล้าน ตอนนี้ยอดคนซับสไครบ์เขามีถึง 11 ล้านคนแล้ว  ไรอันเปรี้ยวกว่านี้อีกคือเขามีเชิญนักบาสเอนบีเอ เควิน ดูแรนท์ มาฟีเจอริ่งวีดีโอกับเขาด้วยแน่ะ ไม่ธรรมดามากๆ อะไรกันที่ทำให้เขาดังได้ถึงขนาดนี้ มัมสกรีมมาส่องไรอันกันจริงๆ จังๆ บอกเลยว่าสิ่งที่ทำให้เด็กทั่วโลกชอบเขาที่สุดก็คือ หน้าอันยิ้มตลอดเวลาของเขา ไรอันตายิ้มได้ ไรอันสดใส อารมณ์ดีตลอด และพลังของเขาก็ไม่เคยหยุด เห็นแล้วเพลินมาก ดูแล้วสนุกตามไป แล้วเขาก็ดูเอนจอยของเล่นทุกสิ่งที่มี อีกอย่างคือโลกของไรอัน คือโลกในฝันของเด็กๆ ทุกคนมากๆ ของเล่นของไรอัน เด็กๆ แทบจะไม่เคยเล่นกัน มันคงเหมือนเราได้ดูรีวิวคนขึ้นไปในอวกาศอะไรอย่างนี้     อีกอย่างที่เราว่าไรอันเขามีก็คือพ่อกับแม่ของเขาที่มีพลังงานพอๆ กับลูก พ่อแม่ดูเบาๆ สบายๆ มีความสุข หน้าตายิ้มๆ ดูอินกับลูก และก็พร้อมบ้าๆ บอๆ ไปกับลูกได้ คือเอาเป็นว่ารับแขกกันทั้งบ้าน แม่เขาเคยเป็นครูสอนเคมีด้วยนะ พอลูกดังแน่นอนที่สุดก็ต้องออกมาดูแลทุกสิ่งของลูก       บรรดาของเล่นต่างๆ ก็ส่งมาให้ไรอันรีวิว และให้เงินช่องยูทูบของเขามากมาย เพราะอะไร? ก็คิดดูสิว่าถ้าไรอันเห็นของเล่นแล้วอยากเล่นมากๆ ลูกเราจะไม่อยากเล่นหรือ? ก็ต้องยิ่งอยากได้ แล้วถ้าเราหาอะไรให้ลูกเราแฮปปี้ได้ เราจะทำมั้ย ทำสิ!!! แต่ครอบครัวเขาก็น่ารักนะ อะไรที่ไรอันเล่นเสร็จ เขาจะไม่เก็บไว้คนเดียว พ่อแม่เขาก็ได้ทำการบริจาคต่อด้วยทีเดียว     และเขาก็กลายเป็นฮีโร่ของเด็กๆ ไป พ่อแม่คนอื่นๆ ยังต้องเอาเรื่องไรอันมาหลอกล่อลูกตัวเองเลย มีแม่คนหนึ่งบอกว่า “ลูกของฉันเป็นเด็กออทิสติค วีดีโอของไรอันช่วยให้ลูกของฉันเริ่มหัดพูดได้ เขาได้ใช้จินตนาการของเขาไปกับของเล่นต่างๆ เขาชอบดูวีดีโอไรอันมาก และฉันก็ขอขอบคุณจริงๆ” คลิกดูไปเรื่อยๆ จะเห็นว่าไรอันไม่ได้แค่รีวิวของเล่นด้วยนา เขายังแอบเป็นฮีโร่ให้เด็กๆ แอบสอนวินัยเด็กๆ แทรกๆ เข้าไปด้วย ทั้งหมดคือน่ารัก! ขอแสดงความยินดีกับพ่อแม่ของเขามากๆ ที่มีลูกเป็นอภิชาติบุตรเช่นนี้ แต่แม่ก็ต้องน่ารักก่อนด้วยแหละหนา   ตามดูรีวิวของไรอันได้ที่ลิ้งค์นี้เลย > Ryan ToysReview ข้อสังเกต: ในวีดีโอไรอัน มักใช้คำว่า “SURPRISE” “GIANT EGG SURPRISE” “HUGE EGGS SURPRISE TOYS CHALLENGE” “BALLOON POP SURPRISE”   Copyright 2018 www.momscream.com Facebook.com/Momscream

MOM'S LIFE

ความในใจของแม่ทำงาน ที่เลี้ยงลูกแบบจัดเต็มไปด้วย เธอมีแง่คิดอะไรบ้างที่อยากบอก…

มัมสกรีมขอให้คุณแม่ทำงานตัวท้อปๆ ที่ทั้งทำงาน และเลี้ยงลูกเอง พี่เลี้ยงเอาลูกไม่อยู่ และสามีเธอก็ไม่ได้ช่วยอะไร ให้เธอเล่าให้ฟังว่า ทั้งทำงาน และเลี้ยงลูกแบบให้เวลาพอสำหรับเขาน่ะ ทำได้มั้ย เธอบอกเลยว่า ทำได้แน่นอน และดีด้วย และนี่คือสิ่งที่แม่ทำงานได้มาจากการ ลุยแหลกทั้งงานและลูกๆ เธอบอกว่า….   “เป็นแม่ทำงานมีข้อดีนะ เราจะรู้ว่าเรามีอีกโลกข้างๆ ตัวเสมอ และพอเราได้เข้าไปในโลกใบนั้น จะทิ้งทุกอย่าง และเต็มที่ที่สุด” โลกใบนั้นของเธอก็คือลูกๆ เวลาที่แม่ทำงานอยู่กับลูก ส่วนใหญ่จะอินจัด และเต็มที่ เพราะเธอรู้ว่ามีเวลาไม่มากนัก ตาเลยสบกับลูกเต็มๆ หูก็จะฟังทุกคำที่ลูกพูด และถ้าให้ลุกขึ้นบ้าไปด้วยได้ เธอก็จะทำ มีเพื่อนคนหนึ่งไปเที่ยวกับเธอและลูกๆ เธอ ตกใจมากที่อยู่ดีๆ แม่ลูกก็เต้นกันกลางห้างพอได้ยินแพงที่ชอบ รู้เลยว่ามันเป็นโมเมนท์ของพวกเธอ     “เรารู้ว่าโลกอื่นๆ มันมีอะไรเฟคอยู่เยอะ มีคนหาผลประโยชน์ใส่ตัวกันเยอะ มีความไม่จริงอยู่เยอะ ก็เลยรู้ว่าโลกใสๆ ของลูกมีค่า และเข้าใจว่าจะต้องสอนเขาให้อยู่ในโลกได้ยังไง” คุณแม่คนนี้เล่าว่า ถ้าไม่มีลูกก็คงไม่รู้ว่าคนที่จริงใจเดี๋ยวนี้มีน้อยมาก และทุกคนในโลกทำงานพยายามกดความอ่อนไหว้เอาไว้ ทุกคนต้องเข้มแข็งเพื่อจะอยู่รอด มันเลยทำให้เธอเห็นว่า ความอ่อนโยนในใจสำคัญ จะช่วยชีวิตเราให้เราอยู่ในโลกได้แบบที่ ไม่ต้องกดดันตัวเองเกินไป แล้วไม่ลืมความเป็นตัวเอง ทั้งหมดนี้เธอเอามาสอนลูกเนียนๆ “บอกลูกเสมอว่าแพ้บ้าง ชนะบ้าง ยอมพังบ้าง และก็ต้องสู้บ้าง” เธอไม่ยอมให้ลูกเสียธรรมชาติของหัวใจตัวเองไป เธอเลยบอกลูกตลอดว่า “ไม่ต้องเก่งเกินใครลูก แต่ขอให้เข้าใจหัวใจคนอื่น และมีน้ำใจไว้ยังไงก็ดีลูก”     “พอหาเงินใช้เองได้ ก็จะยิ่งรู้คุณค่าของเงิน จริงๆ ซื้อของน้อยมากๆ เลยนะ เข้าใจรุ่นแม่ๆ เลยว่าที่บอกให้เก็บเงินๆ เก็บไว้ซื้อการศึกษาดีๆ ให้ลูก ทำบ้านใหม่ หรือให้ลูกลงทุนทำอะไรตอนเขาโต” ความเหนื่อยของการทำงานทำให้แม่ทำงาน สุดจะเข้าใจคุณค่าของเงิน และเธอๆ ถึงกับครางออกมาว่า “ไม่รู้ว่ารุ่นพ่อรุ่นแม่เราเขาเลี้ยงเรามาได้ยังไง เขาให้ทุกอย่างกับเราได้ยังไง เพราะมันเหนื่อยมากๆ” ลูกๆ ก็เลยจะเข้าใจเรื่องเวลา คุณค่าของเงิน เก็บเงินวันนี้ไว้ทำอะไรที่มีความหมายในวันหน้า แต่แม่ทำงานก็มีแอบบอกว่า “ไม่หวังว่าลูกจะเข้าใจเรื่องนี้เร็วนะ เพราะกว่าเราจะเข้าใจ ต้องมาเจอจริงๆ กับตัวเท่านั้น ถึงจะเก็บเงินเป็นเลย”     “ความรักสำคัญมาก มีฟูกให้ล้มไว้ ดีกว่าเดินคนเดียวแน่นอน” แม่ทำงานที่เป็นซิงเกิลมัม กับที่มีคู่ชีวิตที่ดี จะบอกเราเลยว่า คนที่มีคู่ชีวิต เป็นเพื่อนคู่คิดกัน ต่อให้งานหนัก เหนื่อยยังไง เขาก็ยังมีคนให้กำลังใจรออยู่ มีบัดดี้พากันไปผ่อนคลาย ทำให้มีแรงกลับมาสู้งานหนักได้อีก แม่ซิงเกิลมัมเลยต้องรับมือกับความลุยเดี่ยวในทุกสิ่ง เธอเลยรู้ว่าความรักสำคัญต่อชีวิต “จะบอกลูกเสมอว่าความหมายของความรักคืออะไร คู่ชีวิตของลูกเขาไม่ต้องรวย ไม่ต้องเก่งอะไรมาก ขอให้ลูกได้เจอคนที่ใจดีๆ มองคนที่หัวใจ และเป็นน้ำเย็นให้ลูกนะ”   “ขอเพื่อนไม่ต้องเยอะ แต่คนที่เราบอกทุกอย่างในโลกได้ต้องมี!” ความกดดันที่อยู่ในใจเสมอของแม่ทำงาน จะเอ่อมาแบบวันเว้นวัน ความเครียดจะเยอะมาก และยังคำถามที่คอยถามตัวเองว่า เมื่อไหร่ฉันจะหายเหนื่อยสักที ทำให้แม่ทำงานที่เลี้ยงลูกหนักๆ ไปด้วย ต้องมีเพื่อนสนิทคุยได้ตลอด! เธอบอกว่า “ต้องเป็นเพื่อนคอเดียวกันสุดๆ เลยนะ แบบจริงใจมากๆ อยู่ทีมเดียวกับเรามากๆ เวลาคุยแล้วจะมันส์ และขำแทบบ้าตายกันไป ก็จะหัวโล่งทันที” เพื่อนคนนี้ยังเข้ามาสนิทกับลูกๆ เธอ เกิดเป็นสังคมแม่เพื่อนเล็กๆ ให้เด็กๆ ได้เปิดโลกขึ้นอีก จะเป็นพลังงานของผู้หญิงที่ซัพพอร์ตกันและกัน ลูกๆ ก็จะได้รับพลังงานนี้ไปด้วย   ทั้งหมดนี้เป็นความในใจของแม่ทำงานที่เธอยอมเหนื่อย และยอมต้องจัดการอะไรมากๆ ในชีวิต เพื่อทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ก็เพื่อที่เธอจะได้อ้าปีกโอบลูกๆ ของเธอเอาไว้ เธอนี่ล่ะคือฟูกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของลูกๆ   Copyright 2018 www.momscream.com Facebook.com/Momscream

FOOD

ขนมที่ทำให้แม่ยอมใจ อ้วนแล้วไง ความอยากมาเหนือความผอม!!

  แม่ๆ ที่มาเดินเล่น มารอลูกแถวสยาม อยากหาอะไรอินสไปร์ นอกจากเครื่องสำอางค์ก็น่าจะเป็ขนมนี่ล่ะ มัมสกรีมขอสกรีมดังมากกับขนมเน้!!!     Zaku Zaku ดังมาจากชินจูกุ ที่ญี่ปุ่นคนก็ต่อคิวกันล้นหลาม ที่ไทยก็ต่อคิวกันไม่เลิก วันธรรมดาตอนก่อนเที่ยง บ่ายๆ คนจะซาหน่อย ต้องลองให้ได้นะแม่ๆ อร่อยๆๆๆ กินแล้วไม่รู้สึกอ้วนด้วยเป็นขนมแนวครีมพัฟ จะกรอบนอกเบาๆ ครีมข้างในก็เบาเชียว ไม่หวานเลย คอนเซ็ปต์เขาคือต้องเดินไปกินไป เจ้าของร้านบอกว่าสั่งซอฟท์ครีมทานด้วย ความเย็นกับความกรอบจะยิ่งฟิน ร้านอยู่สยามเซ็นเตอร์ ชั้น M ติดกับทางเชื่อมรถไฟฟ้า   Crave Crepe เพิ่งมาตั้งล่าสุดมากๆ ที่สยามพารากอน เป็นเครพสูตรของคุณซูซี่ ธีระธาดา อุ๊ย! แต่อร่อยขั้นหนัก ไม่เคยกินเครพที่แป้งกรอบ เบาขนาดนี้ และแป้งก็มีแบบชาโคล ช็อคโกแลต ชาเขียว วานิลลา ไส้ที่แนะนำเลยว่าให้ลองฝอยทอง นูเทลล่า ตายๆๆๆๆๆ กินคนเดียว ไม่แบ่งใคร และมั่นใจมากว่าแม่ๆ ต้องกลับมาลองไส้อื่นๆ อันที่คุณซูซี่แนะนำอีกก็มีไส้สลัด สตรอว์เบอร์รี่ครีมชีส สูตรไม่เหมือนที่ไหนแน่นอน เพราะคุณซูซี่บินไปค้นมาจากฝรั่งเศสแบบว่า แป้งต้องกรอบเท่านั้น!! ร้านอยู่ชั้น G สยามพารากอน ใกล้ๆ กับอาฟเตอร์ ยู   Eric Kayser ครัวซองท์ที่นี่เลิศที่สุด ขึ้นอันดับท้อป 5 ในโลก คือแป้งจับพันมาเป็นชั้นๆ บางๆ หอมเนยหนัก แล้วข้างนอกอย่างกรอบ ข้างในนุ่ม อร่อยจริงจัง ไม่ต้องไปปารีสโอเคมากๆ ขนมอื่นก็อร่อยตายไปเลยนะ หรือจะเซ็ตเบรคฟาสท์ตอนเช้าๆ ส่งลูกเสร็จมานั่งจิบกาแฟสูตรเบลนด์เฉพาะของที่นี่ มีครัวซองท์ แฮม เบคอนกรอบๆ โอยยยยย ชีวิตแม่จะลักชูรี่ขึ้นมาเลย ร้านอยู่ชั้น 2 สยามดิสคัฟเวอรี่   QQ ร้านนี้ต้องเทใจเท่านั้น เป็นขนมแนวใต้หวันมาเป็นถ้วยใหญ่ ทีเด็ดคือเต้าฮวยนี่ล่ะที่โปะหน้าอะไรเพิ่มก็ได้ มีให้เลือกว่าจะราดน้ำเต้าหู้ หรือน้ำเชื่อม แม่ที่เหนื่อยกับชีวิต ถ้วยนี้กินแล้วจะอบอุ่นใจขึ้นมาเลย หรือถ้าชอบแนวเย็นๆ ก็มีถ้วยที่เป็นน้ำแข็งโปะเหมือนเฉาก๊วยดำๆ ใส่หน้าอะไรก็ได้อีก และถ้าใจถึงไม่กลัวอ้วน กินประกบบัวลอยงาดำเลย เลือกลูกบัวลอยที่มีไส้ไข่เค็มไหลๆ ด้วยนะ สุด! ร้านอยู่ชั้น G สยามพารากอน   White Day Patisserie เป็นขนมที่เห็นแล้วรู้สึกสนุกเลย เห็นแล้วอยากเคาะโดมช็อคโกแลตออกให้แตกเป็นเสี่ยงๆ ช็อคโกแลตดาร์คหน่อยเข้มๆ ข้างในเป็นครัมเบิล สตรอว์เบอร์รี่ กับชีสเค้กหั่นเป็นลูกเต๋าเล็กๆ มีไอติมตรงกลาง แม่ๆ อาจกินคนเดียวไม่หมด ต้องนัดกลุ่มเพื่อนแม่มาแจมด้วย ลูกชอบด้วยแน่นอนจานนี้ แต่จะเลอะเทอะหน่อยนะ ร้านอยู่ที่ชั้น 4 สยามเซ็นเตอร์   Clinton St. Baking Company อยากหาอะไรเช้าๆ ได้จอดรถง่ายด้วยที่สยามพารากอน ร้านคลินตันเขาเปิดตั้งแต่เก้าโมงเลย มาจิบกาแฟและๆๆๆๆ ห้ามพลาดคือวาฟเฟิลของคลินตัน A Mango Surprise เนื้อไม่เหมือนร้านอื่นนะ จะเหนียว หอม โอยยย อร่อยจัด แม่ๆ ที่ตั้งใจจะลดความอ้วน ถ้าเจอจานนี้พังแน่นอน อร่อยทุกหน้าแต่ถ้าอยากเอ็กโซติคต้องวาฟเฟิลมะม่วง มีมะพร้าวกรอบๆ โรยด้วย ซอสมะม่วงราดมาเต็มจานเลย ร้านอยู่ชั้น G สยามพารากอน   Brix Dessert Bar เหมือนจะอ้วนนะจานนี้ แต่เอ๊ะ! ทำไมกินๆ แล้วเบาๆ ท้อง 5555 ชื่อของเขาคือ Banana Butter Sauce Miracle Pancake แพนเค้กเนื้อเหมือนซูเฟลเลย เบามากๆๆๆๆ มีกล้วยคารามาไรซ์มาข้างๆ ซอสคาราเมลที่แม่ๆ รัก วิพครีม ไอติม พีคในพีคจริงๆ รับรองหมด คนเดียวก็อาจจะหมด ต้องทานให้ได้นะแม่ๆ ร้านอยู่ที่ My Kitchen ชั้น 4 สยามดิสคัฟเวอร์รี่ Brave Roasters เค้กโฮมเมดง่ายๆ เค้กส้มที่มีแว่นส้มแปะอยู่ กับเค้กแครอทที่ชุ่มฉ่ำๆ คือในความง่ายเป็นความติดใจเลยล่ะ ร้านนี้แม่ๆ ต้องชอบเพราะวัยรุ่น ย้อนวัยเราดี นั่งมองเด็กนักศึกษา คนทำงานเขานั่งทำงานกัน เพลินเชียว ร้านทันสมัย กาแฟเบลนด์อร่อย พนักงานหนุ่มๆ สาวๆ กันทั้งนั้น และนอกจากเค้ก อย่าได้เผลอสั่งพาสต้าเชียว อร่อยมาก! ร้านอยู่ที่ชั้น 3 ติดกับกระจกที่มองเห็นรถไฟฟ้าเลย สยามดิสคัฟเวอร์รี่   After You จานเหมาะกับชีวิตแม่ๆ ไม่รู้สิ แต่รู้สึกว่า Figgy Pudding มันใช่ในความรู้สึกแบบโดนๆ เนื้อพุดดิ้งนุ่มมาก ราดคาราเมลเข้มข้นเชียว จะหอมๆ หวานๆ เค็มนิดๆ อย่าได้เผลอนะแม่ๆ เพราะหมดจานแล้วมีสั่งเพิ่มอีกจานด้วย สาขาสยามสแควร์ทำอร่อยที่สุด!   Seoulcial Club ตายกันมาหลายคนแล้วกับไอติมทรัฟเฟิลของที่นี่ ไอติมอะไรจะรสทรัฟเฟิลได้ทุกคำขนาดนี้ มีคอร์นเฟลคเกาะๆ มาตลอดทั้งไอติม ไอติมเบาดี หอมทรัฟเฟิล มีความเค็มๆ มันๆ โอยยย ชอบๆๆๆๆ ร้านนี้ฟรุ้งฟริ้งมากด้วย ถ้าแม่ๆ ไปก็อาจต้องหามุมถ่ายรูปกระตุกวัยกันนิด ร้านอยู่สยามสแควร์ซอย 2   Paul ขอยอมตั้งแต่ห้างเปิดเลยละกันจานนี้ Pain Perdu Banana Chocolat จานขนมปังนุ่มๆ ชุ่มๆ เต็มไปด้วยกล้วยหอม มีฮาเซลนัท ช็อคโกแลตเม็ดๆ ไอติมช็อคโกแลต วิพครีม อ้วนแน่นอนจานนี้ มาทานกันหลายๆ คนช่วยกันๆ ดีกว่านะแม่ๆ แต่ความอร่อยนี่ตบโต๊ะตายกันไปเลย ร้านอยู่ที่ชั้น 1 สยามพารากอน   Sulbing ก็ต้องบิงซูมะม่วง มะม่วงเต็มคำสุดๆ มีชีสปักๆๆๆ เต็มถ้วย เป็นความเย็นในความฟิน ควรมาทานหลังอาหารอิสานมื้อใหญ่กับเพื่อนๆ คุ้มมาก ไม่เลี่ยนด้วย ร้านอยู่ชั้น 2 สยามเซ็นเตอร์   Copyright 2018 www.momscream.com Facebook.com/Momscream  

MOM'S LIFE

9 เหตุผลจากหัวใจของแม่ของลูก ที่ทำให้เธอรักสามีน้อยลงๆๆๆๆ

  ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่อยากให้ครอบครัวต้องแตกสลายหรอกนะ เธอๆ ต้องอดทน ผ่านลัทธิยอมก็ได้ และอีกหลายสิ่ง เพื่อรักษาครอบครัวไว้ ไม่มีแม่คนไหนอยากให้ลูกต้องปวดร้าว ว่าแม่กับพ่อแยกกัน แต่หัวใจของแม่เองก็ฝ่าฟันกับพ่อของลูก จนแทบจะรับไม่ได้เหมือนกัน บางครั้งส่องกระจกแล้วยังงงว่า เรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง ถ้าจะต้องให้อธิบายโลกว่าทำไมคนเป็นแม่บางคน ถึงทำใจรักสามีเธอเหมือนเดิมไม่ได้ ก็อยากจะบอกว่า….   1 เขาทำให้เสียความไว้ใจ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้หญิง ถ้ารักจะทุ่มเท ถ้าทุ่มเทแปลว่าทั้งชีวิต แล้วถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรทำลายความไว้ใจเมื่อไหร่ ครั้งแรกยังพอไหว จะทนเพื่อลูก ครั้งที่สองยังกัดฟันอีก แต่ถ้าครั้งที่สามล่ะก็ ถ้ายังต้องอยู่เพราะลูก ก็อยู่นะ แต่ความรักแทบจะไม่มีให้แล้วจริงๆ หัวใจของผู้หญิงความไว้ใจแปลว่า “ผมจะอยู่ทีมเดียวกับคุณ” ถ้าแตกสลายไป แล้วเราจะอยู่ทีมเดียวกันได้ยังไง?   2 อีโก้เขาสำคัญกว่าครอบครัว จะอีโก้ในที่ทำงาน อยากเป็นพระเอกในสายตาทุกคนตลอดเวลา แล้วยอมทำทุกอย่างเพื่อรักษาสิ่งนั้น หรืออีโก้ว่าเขาต้องถูกทุกสิ่ง เขาคือหัวหน้าครอบครัว ทุกคนต้องฟัง ถ้าเมื่อไหร่ที่พ่อของลูกเห็นอีโก้มาก่อนหัวใจแท้จริงของคนในครอบครัว ก็ยากที่จะทำให้แม่รักพ่อเหมือนเดิมนะ เพราะต่อให้อะไรสำคัญยังไง ก็ไม่เท่าความสุข ความปลอดภัย ความรู้สึกของครอบครัวเราแล้ว 3 กลับบ้านหลังเที่ยงคืนติดๆ กันเป็นปีๆๆๆๆๆ เคยรอ เคยทะเลาะ เคยพยายามเข้าใจ จนแม่ไม่รออีกต่อไป จะกลับเมื่อไหร่ก็ช่าง พ่อที่ไม่ค่อยกลับมาเล่นกับลูก ไม่เคยกินข้าวเย็นกับลูก ทุกอย่างต้องเป็นงานๆๆๆๆ แล้วจะให้แม่รักพ่อเหมือนเดิมได้ยังไง   4 แม่ต้องออกเงินอยู่คนเดียว ทั้งเลี้ยงลูก ทำงาน ดูแลบ้าน แกร่งในแกร่ง จนต้องแอบไปร้องไห้คนเดียวบ่อยๆ ป่วยไม่ได้ ตายไม่ได้ กำลังใจอย่างเดียวคือลูก เรื่องความรักอย่าให้แม่ต้องพูดเลยนะ 5 เราคุยกันไม่รู้เรื่องอีกต่อไป ไม่ว่าแม่จะพูดอะไร ก็ดูผิดไปหมด พ่อที่แต่ก่อนเป็นเหมือนบัดดี้แม่ เราจะหัวเราะด้วยกันบ่อยๆ แต่พอแต่งงาน มีลูก ผ่านไปสองสามปี พ่อกลายเป็นอีกคน ไม่เคยฟังแม่ มีแต่บอกให้แม่ทำตามนั้น ไม่สามารถเสนอแนะอะไรได้ จนกลายเป็นเราอย่าคุยกันเลย เพราะเราคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็เลยไม่มีอะไรต่อติดให้รู้สึกรักเหมือนเดม   6 เราไม่คอนเน็คท์กันแล้ว เหมือนๆ พ่อของลูกเขามีโลกออนไลน์เป็นเพื่อน เล่นคอมพ์ทั้งวันทั้งคืน บางทีก็ออกไปหาเพื่อนกลับมาดึกๆ ไปตีกอล์ฟทุกเสาร์ เวลาที่อยู่กับครอบครัวคือนอน และเล่นคอมพ์ต่อ เราไม่มีสเปซของเรา หรือบางที “เราไม่มีเรา” เลยนี่นา   7 เขาไม่อยากทำอะไรให้พวกเรา ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปจนถึงเรื่องใหญ่ แทบจะไม่มีน้ำใจ ความเอื้ออาทรจากพ่อของลูกเลย ไปรับไปส่งลูก จัดทริปไปเที่ยว หาของขวัญง่ายๆ ให้ลูก ช่วยแม่ทำงานบ้านบ้าง ทุกอย่างหายไปหมดจริงๆ 8 เดินทางไม่หยุด และไม่เคยให้ไปด้วย ทั้งบิสสิเนสส์ ทริป ทริปกับเพื่อนโรงเรียน แรลลี่กับบริษัท เดือนหนึ่งต้องมีสักทริปสองทริป ที่แปลกคือแม่กับลูกไม่เคยได้ไปด้วยเลย แล้วจะไม่ให้แม่รู้สึกแปลกๆ เลยได้ยังไง รู้สึกเหมือนเราไม่เป็นที่ต้องการ และเหมือนเขาหลบซ่อนอะไรไว้หรือเปล่า ถามก็ทะเลาะ เงียบไปเรื่อยๆ อ้าว! ไม่รักกันแล้วนี่   9 อารมณ์เสียใส่ พูดจาไม่ดี ไม่นับถือพ่อแม่เรา เหมือนๆ เขาจะน้อตหลุด หลุดแล้วหลุดเลย เป็นไปได้ยังไงคนที่เคยรักกัน จะเริ่มเพี้ยน เขาอารมณ์เสียง่ายจัง แค่ถามประโยคง่ายๆ บางทีตวาดกลับ พูดกับเราเหมือนเราเป็นนกเป็นกา และไม่เคยไปเยี่ยมพ่อแม่เราด้วยกัน ไม่เคยพูดถึงพ่อแม่เราดีๆ เลยด้วยซ้ำ ทนก็ได้นะ แต่จะให้รักคงเป็นไปไม่ได้   เรื่องนี้อาจจะดูดาร์คๆ หน่อยนะ แต่มันคือความจริงในชีวิตแม่ที่ต้องเป็นภรรยาด้วย เลี้ยงลูกเหนื่อยก็จริง แต่ถ้าได้รับความรักจากพ่อ แม่จะมีกำลังใจเสมอ แต่เมื่อไหร่ที่ความรักนั้นพัง แม่บอกเลยว่า ในใจก็แทบทรุด ลูกนี่ล่ะคือแรงขับให้แม่ลุกขึ้นต่อได้ ผ่านไปสิบปีแม่ถึงมารู้ตัวว่า ไม่มีความรักเหลือแล้ว ข้อดีคือไม่ทุกข์อีกต่อไป แต่ก็แอบเสียดายว่าถ้ารักกันได้ ลูกเราอาจจะสนุกกว่านี้มั้ย แต่ก็นั่นล่ะ ชีวิตไม่ได้จะได้ทุกอย่าง ถ้าแม่ๆ เจอแบบนี้แล้วแนะนำเลยนะว่า อยู่กับปัจจุบัน ทำทุกสิ่งในวันนี้ให้ดีที่สุด ไม่ต้องคิดมาก หัวใจของแม่ที่รักและดูแลลูกเสมอ จะให้รางวัลอะไรบางอย่างเอง อย่างน้อยแม่ก็ได้ภูมิใจที่สุดว่า แม่จะเจออะไรขนาดไหน แต่แม่ก็ยังเข้มแข็งเพื่อลูกเสมอ ปีกของแม่จะอ้าไปโอบลูกเสมอนั่นเอง   มัมสกรีมให้กำลังใจแม่ๆ ทุกคนนะคะ   Copyright 2018 www.momscream.com Facebook.com/Momscream

MOM'S LIFE

แม่อายุช่วง 30’s เธอจะเลี้ยงลูกได้ฉลาดที่สุด งานวิจัยล่าสุดบอกมา!

  แม่ๆ ที่มีลูกตอนช่วงอายุสามสิบต้นไปจนถึงสามสิบปลาย มีเฮกันแล้วล่ะ เพราะล่าสุดมีงานวิจัยบอกมาว่า แม่อายุช่วงนี้ เป็นช่วงที่แม่ๆ จะมีความมั่นใจในตัวเองแบบพีค และนั่นคือเหตุผลที่เธอจะเลี้ยงลูกออกมาได้ฉลาดที่สุด!   [caption id="attachment_6718" align="aligncenter" width="300"] เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์กับลูกสาว เซเรพีน่า[/caption]   [caption id="attachment_6712" align="aligncenter" width="300"] Jennifer Garner กับลูกชาย แซม[/caption]   ย้อนไปถึงตอนเราเป็นโสดนะ เพื่อนๆ เขาแต่งงานกันตั้งแต่ยี่สิบกลางๆ ส่วนเราก็นั่งเฉา ลุ้นมาตลอดจนโน่นปาเข้าไปสามสิบห้าแน่ะกว่าจะได้แต่งงาน ตอนแรกก็กลัวว่าจะเลี้ยงลูกทันมั้ย แต่แม่ๆ ค่ะ เตรียมลุกขึ้นเฮได้เลยว่า แม่ๆ ที่ลูกมาทีหลัง แม่ๆ นี่ล่ะตกผลึกชีวิตมาแล้ว จะเข้าใจแก่นของการเลี้ยงลูกได้ดีเลยล่ะ [caption id="attachment_6709" align="aligncenter" width="298"] เจ โลกับลูกชาย แม็กซ์[/caption]   [caption id="attachment_6707" align="aligncenter" width="300"] เจ โล กับลูกสาว เอ็มมี่[/caption] งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสารฉบับอินเตอร์เนชันนัลของ Epidemiology ที่พบว่าแม่ของลูกที่มีอายุช่วง 35-39 ลูกๆ ของพวกเธอทำบททดสอบความรู้ได้ล้ำเลยทีเดียว ก็เลยตีความได้ว่า “แม่ๆ ที่ตั้งท้องเลทหน่อยน่ะ มีแนวโน้มที่ลูกๆ ของพวกเธอจะฉลาดกว่าแม่ๆ ที่ท้องตอนสาวกว่านั้นได้”   [caption id="attachment_6706" align="aligncenter" width="300"] กวินเน็ธ กับลูกชาย มอส[/caption]   [caption id="attachment_6705" align="aligncenter" width="300"] กวินเน็ธกับลูกสาว แอปเปิ้ล[/caption]   นักวิจัยเขามีข้อมูลมาซัพพอร์ทด้วย เป็นงานวิจัยของอังกฤษหลายชิ้นเลย ทำการวิจัยเด็กๆ กว่า 10,000 คนทดสอบเด็กๆ ที่มีแม่อายุต่างๆ กัน เก็บข้อมูลกันตั้งแต่เด็กเกิดมา ไปจนถึงทำแบบทดสอบแนวความรู้ตอนเด็กๆ อายุเข้า 10-11 ปี แบบทดสอบนี้วัดความสามารถเด็กในการคิด จำ ความตั้งใจ และการอ่าน     ในงานวิจัยเมื่อปี 1958 และ 1970 แม่ๆ ที่เด็กหน่อยในวัยยี่สิบกว่าๆ ลูกๆ จะได้คะแนนทดสอบดีกว่าแม่ๆ ในวัยสามสิบกว่าๆ นะ แต่ในงานวิจัยปี 2000 ถึง 2001 ผลที่ได้กลับเป็นอีกเรื่องเลยคือ เด็กๆ ที่เกิดกับแม่ที่สูงวัยหน่อย จะได้ผลทดสอบที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดกว่าแม่ที่เด็กกว่า วิเคราะห์กันได้ว่า แม่ๆ ที่เข้าสามสิบกว่าแล้วเพิ่งมีลูกน่ะ เหมือนๆ จะได้รับการศึกษา ได้ทำงานมาระยะหนึ่งแล้ว มีเงินเป็นของตัวเอง มีความสัมพันธ์ที่มั่นคง มีไลฟ์สไตล์เฮลธ์ตี้ วางแผนเรื่องการท้อง เรื่องลูก คือจะเป็นแม่ที่ได้ใช้ชีวิตมาจนเข้าใจอะไรมากขึ้นในระดับหนึ่งแล้วนั่นเอง   [caption id="attachment_6711" align="aligncenter" width="300"] เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์ กับลูกสาว ไวโอเล็ต[/caption]   ก็จริงนะ พอเห็นอะไรมากขึ้น ได้ฝึกปล่อยวาง ฝึกต้องอดทน ผ่านความโชกโชนเรื่องงานมา จนแกร่งเชียว แล้วพอมีลูก ก็เลยรู้ว่าอะไรจำเป็นสำหรับลูกในอนาคต แบบว่าแม่อาบน้ำร้อนของจริงมาแน่ๆ อะไรแบบนี้เลย แม่ๆ ที่มีลูกตอนวัยแบบนี้ คราวนี้ก็ไม่ต้องนอยด์แล้วว่า เราจะมีแรงเลี้ยงลูกมั้ย ยืดอกตอบตัวเองได้เลยว่า มีสิ มีมากด้วย!!!! Credit: Instagram.com   Facebook.com/momscream Copyright 2018 www.momscream.com  

SCHOOLS

โรงเรียนอนุบาลเก่าแก่  ครูที่นี่สอนเด็กด้วยหัวใจ

  Noddy Playgroup เป็นโรงเรียนอนุบาลอินเตอร์ระบบอังกฤษ ที่เราเลือกให้ลูกๆ เข้าเรียนตั้งแต่ 2 ขวบ เหตุผลง่ายๆ คือมีเพื่อนรุ่นพี่ที่เคารพคนหนึ่ง รู้จักกันมานาน ลูกทั้งสองของเธอเรียนจบมหาวิทยาลัยท้อปๆ ของโลกกันแล้ว และเธอชอบเล่าว่า “ลูกพี่บอกว่า เขารักน้อดดี้มาก” และเพื่อนคนนี้ก็บอกเราว่า “มีลูกให้เข้าที่นี่นะ ลูกๆ จะชอบแน่นอน” แค่ประโยคนี้ก็เลยรีบไปดูโรงเรียนทันที วันที่ไปดูพี่ธิดาเจ้าหน้าที่พาไปดูตามคลาสต่างๆ เริ่มตั้งแต่เนอร์สเซอรี่ ไล่ไปถึงYear1 คือเวลาเราดูโรงเรียน สิ่งที่ดูมากที่สุดคือแววตาของครู และครูที่น้อดดี้ทำให้วันนั้นสมัครทันที น้อดดี้เป็นโรงเรียนเล็กมากๆ เก่าแก่มากด้วย ครูใหญ่ที่เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนคือครูอลิซาเบ็ธ เธอตั้งน้อดดี้มา 40 ปีแล้ว ครูอลิซาเบธปีนี้ก็ 76 เธอมีสามีเป็นคนไทย และมีลูกๆ อยู่ที่เมืองไทย ครูเคยเป็นนางพยาบาลเด็กมาก่อน และเริ่มงานสอนเด็กแบบไม่ได้ตั้งใจแต่แรก แต่เพราะความรักเด็กๆ มาก ครูก็เลยมีคนมาฝากเด็กๆ ให้สอนจาก 3 คน ภายใน 1 ปีเพิ่มเป็นร้อยคน และไปตั้งเป็นเพลย์กรุ๊ปจริงจัง รับเด็กๆ ที่เป็นลูกๆ ของชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในเมืองไทยซะส่วนใหญ่ ครูทำไปเรื่อยๆ ย้ายโรงเรียนไปเรื่อยๆ จนมาได้ที่ที่เย็นอากาศนี้ล่ะเป็น Noddy Playgroup จนถึงทุกวันนี้   [caption id="attachment_6687" align="aligncenter" width="300"] ครูอลิซาเบ็ธ ผู้ก่อตั้งรร.น้อดดี้[/caption]   พอถามอลิซาเบ็ธว่าทำไมถึงยังยืนหยัดต่อสู้มาจนถึงวันนี้ได้ คือก่อนหน้าที่จะย้ายมาที่นี่ ครูโดนไล่ที่มาสองรอบแบบอยู่ดีๆ ต้องย้ายโรงเรียนภายในสามเดือนอะไรอย่างนี้ เรียกว่าต่อสู้หนักมากๆ แบบสู้กันกับสามีลุยเรื่อยมา ครูบอกว่า "ฉันรักที่จะทำงานกับเด็กๆ มาก” เหตุผลเท่านี้ล่ะที่ทำให้อลิซาเบ็ธยังคงยืนร้องเพลงกู้ด มอร์นิ่งกับเด็กๆ หน้าเสาธงทุกเช้า อลิซาเบ็ธรู้จักเด็กทุกคน และถ้าเห็นเด็กทำอะไรที่ไม่ใช่ ก็จะรีบพุ่งเข้าไปสอน   อลิซาเบธเป็นครูแบบนี้ ครูที่มาสอนเด็กๆ กับเธอด้วย ก็เลยเป็นคนแบบนี้เหมือนเธอ ครูที่น้อดดี้วันนั้นที่เราเห็น จากประสบการณ์ของตัวเองจับสัญญาณพลังงานได้เลยว่า ครูอินกับเด็กแบบเฉือนเข้าไปในอินเนอร์ แอบยืนดูครูสอน จะเห็นว่าครูมองเด็กๆ จริงๆ พูดจริงๆ และหันไปดูหน้าเด็กๆ ทุกคนดูฟังครู ดูนิ่ง แววตามีชีวิตชีวา และเรียบง่ายดี ก็เลยให้ลูกเข้าเรียนเลย     แล้วก็ใช่อย่างที่คิด ลูกเรียนที่นี่มา 3 ปีแล้ว เข้าตั้งแต่ 2 ขวบ ลูกชายคนโตเป็นเด็กยากนิด จะร้องไห้ไม่ไปโรงเรียนทุกวันนานเป็นเทอม มีช่วงหนึ่งไม่ยอมใส่ชุดนักเรียน จะใส่ชุดโดเรมอนอย่างเดียว อลิซาเบธก็บอกว่า “ให้เขาใส่ไปสักพัก” จนผ่านไปพักหนึ่ง อลิซาเบธก็จะมาบอกว่า “ถึงเวลาแล้ว ยูให้ใส่ชุดนักเรียนได้แล้ว” หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ถามหาชุดโดเรมอนอีก น้อดดี้ชั้นหนึ่งๆ จะมีประมาณ 3 ห้องเรียน ตารางเรียนก็เรียบง่าย เข้าแถวร้องเพลง ชักธงชาติ เข้าห้อง ครูจะสอนก่อน แล้วให้ไปเล่นเอาท์ดอร์ กลับมาทานของว่าง สอนต่อ ถ้าชั้นโตหน่อย ก็มีเรียนอาฟเตอร์นูน มีให้เลือกวิชาที่จะเรียนเพิ่มด้วย ผ่านไปไม่ถึง 6 เดือน ลูกๆ ก็สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ลูกสาวคนเล็กซึมซับหนัก เธอติดสำเนียงอังกฤษแท้ๆ จากครูมาด้วยแน่ะ ความประทับใจที่มีกับน้อดดี้มากๆ ก็คือครูของที่นี่ใส่ใจเด็กทุกคน พอครูเห็นแววตาเรา เราแทบจะไม่ต้องพูดอะไรเลย ครูก็รู้ว่าเรากังวลเรื่องอะไร แล้วบอกเราให้ชิลล์ ลูกเราโอเค ครูจะรู้จักอินเนอร์ลูกเรามาก และจะคอยเสริมจุดอ่อนของลูกให้ มีคลาสหนึ่งที่ลูกได้เรียน เพื่อนในคลาสคนหนึ่งไม่สบายไปนาน พอมาโรงเรียนอีกครั้ง ครูมาสอนย้อนตอนเช้าให้ทั้งหมด ที่น้อดดี้ครูจะสอนเรื่องโฟนิคส์ตั้งแต่ชั้นK1 คือประมาณ 4 ขวบ เด็กๆ ทุกคนจะเข้าใจโฟนิคส์ แล้วพอขึ้นK2 เด็กๆ ก็จะเขียนหนังสือกัน น้อดดี้มีสระว่ายน้ำเล็กๆ ให้เด็กไปเล่นน้ำ มีแบ่งเป็นรอบๆ เล่นกันทุกคลาสในโรงเรียน แล้วพอถึงชั้นโตขึ้นก็จะพาเด็กๆ ย้ายไปว่ายที่สระใหญ่ขึ้น น้อดดี้จะค่อนข้างใกล้ชิดกับโรงเรียนชริวส์บูรี่ เพราะเอาหลักสูตรของชริวส์บูรี่มาสอน และทุกปีวันกีฬาสี เด็กๆ ก็จะไปเล่นกันที่สนามชริวส์บูรี่   อีกสิ่งหนึ่งที่แอบชื่นชมครูอลิซาเบธเสมอคือ น้อดดี้เรียบง่ายมาก ถ้าอะไรเยอะๆ เป็นภาระพ่อแม่ ครูจะผ่อนออกเลย อย่างวันคริสต์มาส จะไม่ต้องแต่งตัวเยอะๆ ใดๆ ปีนี้เป็นปีแรกด้วยที่ไม่ต้องเอาของขวัญมาแลกกัน มีแต่ที่ครูให้เด็กๆ อย่างเดียว เพราะครูบอกว่า “เขาจะได้ไม่ยึดติดว่าต้องได้ของขวัญ และก็ไม่ยุ่งยากกับพ่อแม่ด้วย” ทุกอย่างคือความง่าย เลยทำให้พ่อแม่ที่นี่ง่ายตาม ไม่เคยต้องไปสรรหาชุดอะไรมาให้ลูกใส่ไปงานโรงเรียน หรือทำโปรเจ็คท์อะไรที่ต้องใช้พลังงานพ่อแม่เท่าไหร่เลย ครูบอกว่า “เด็กๆ เขาพิเศษกันอยู่แล้ว ไม่ต้องมีอะไรเยอะๆ หรอก” แอบชอบยูนิฟอร์มของน้อดดี้เหมือนกัน เป็นเสื้อยืดมีโลโก้น้อดดี้ กับกางเกงผ้ายืดสี่สี ชอบคือไม่ต้องรีดเลยด้วย     คุยกับพ่อแม่หลายๆ คน บางคนเป็นคนเลือกโรงเรียนหนักมาก เลือกมาสิบกว่าโรงเรียน ก็จะมาจบที่น้อดดี้ ด้วยเหตุผลว่า “โรงเรียนปลอดภัย คุยกับครูอลิซาเบธได้ ครูรักเด็ก เข้าใจเด็ก และก็ไม่เยอะดี” มีเพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า เธอเคยคุยกับครูใหญ่โรงเรียนอินเตอร์แห่งหนึ่งที่มีเวตติ้งลิสท์เด็กเป็นหมื่น ครูบอกเลยว่า “เด็กน้อดดี้ดีทุกคน จะมีมารยาท เรียบร้อย ช่วยเหลือตัวเองได้” ที่เป็นอย่างนี้น่าจะเพราะครูอลิซาเบทถือเรื่องนี้มากว่า “ฉันสอนให้เด็กๆ สุภาพ ไม่ก้าวร้าว มีน้ำใจ สำคัญมากว่าเด็กๆ ต้องเข้าสังคมได้ดี”   น้อดดี้ เพลย์กรุ๊ปยังเป็นโรงเรียนที่ค่าเทอมเราพอจะสามารถส่งลูกได้ด้วย ปีหนึ่งก็ประมาณสองแสนนิดๆ มีถึงชั้นYear1 เด็กเนอร์สเซอรี่กับK0 จะเลิกเรียนตอนเที่ยง K1กับK2เลิกบ่ายสอง ของK2จะลงเรียนเพิ่มถึงบ่ายสามก็ได้ พ่อแม่อยากไปโอเพ่น เดย์ที่ Noddy Playgroup ลองโทร.เข้าไปที่เบอร์ 02-671-0836 นัดกับพี่ธิดาเลย หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.noddyplaygroup.com Noddy Playgroup ซอย เย็นอากาศ 2 แยก 3 https://goo.gl/maps/82L6WidFVGt

KIDS

8 สัญญาณเตือนว่าลูกเราจะเป็นเด็กสปอยล์ ที่ฝรั่งเขาเรียกว่า “Brat” หรือไม่?

  กลัวคำนี้มากๆๆๆๆๆ ได้แต่ภาวนาตั้งแต่เลี้ยงเขามาตอนเล็กๆ ขออย่าให้ลูกเราเป็นเด็กแบบแบรทเล้ยยยย เวลามีเพื่อนเล่าเรื่องเจอเด็กแนวแบรทตามที่ต่างๆ ให้ฟังแล้วจะหลอนๆ เคยดูจากรายการ The Nanny นั่นก็น่ากลัวมาก เลยต้องหาข้อมูลนิดว่าตกลงเด็กแบรทเป็นยังไงกันนะ   แต่แม่ๆ อย่าตกใจไป ถึงจะมีความแบรทอะไรบางอย่างในตัวลูก ผู้เชี่ยวชาญทุกท่านฟันธงว่า เขาสามารถหายได้แน่นอน เหมือนที่ซูเปอร์ แนนนี่จากรายการ The Nanny ปราบอยู่มาแล้ว และใครจะไปรู้ว่าที่เขาแบรทก็อาจมีส่วนมาจากเราเลี้ยงเขานี่ล่ะ มาปะทะความจริงกันไปเลยดีกว่า รู้ไว้จะได้หาทางแก้ได้ ถ้าเขาแบรทจริง… เขาจะ….. อูยยยยยย กลัวๆๆๆๆๆๆ   1 เขาจะชอบวีนแตก จะเอาๆๆๆๆๆๆ เด็กที่ไม่แบรทถ้าไม่ได้ดั่งใจอะไร เขาก็จะมีวีนอยู่แล้ว ก็จะร้องบ้างตามปกติ แต่เด็กแบรทจะวีนแตกตลอดเวลา เพราะอะไรน่ะหรือ ไดแอน สตานอสเซ็คผู้เชี่ยวชาญเรื่องพัฒนาการเด็กบอกว่า “เพราะเขารู้น่ะสิว่าพ่อแม่จะต้องตามใจ” เขาก็เลยทำบ่อย แก้ยังไงดี: วิธีที่เร็วที่สุดหยุดให้เขาวีนก็คือไม่อินไปกับเขา และบอกเขาว่า “แม่จะไม่ฟังเสียงกรี๊ดๆ แบบนี้นะ ถ้าลูกพูดกับแม่ดีๆ ขอแม่ดีๆ แม่ถึงจะฟัง” แม่ต้องทำเสียงจริงจังด้วยนะ และใจต้องแข็งแกร่งกว่าหินผา ห้ามยอมเด็ดขาดนะ!   2 เขาจะชอบโหดใส่เด็กคนอื่น แน่ะ! แบรทกับแม่ไม่พอ จะต้องไปจัดการเด็กคนอื่นด้วย โถๆๆๆๆๆ เขาจะดราม่า เห็นเด็กคนอื่นก่อปราสาททรายอยู่ดีๆ ก็จะเดินไปขยี้ๆๆๆๆ แล้วทำเฉย และไม่ขอโทษด้วย และอย่าให้เด็กคนไหนมาโดนตัวอะไรล่ะ โอยยย จะทำกลับหนักกว่าเดิมทันทีเลย แก้ยังไงดี: “อย่าขอโทษเด็กคนอื่นแทนลูกเด็ดขาด” ให้จัดการให้ลูกเข้าไปขอโทษให้ได้ ไม่อย่างนั้นลูกจะได้รับผลจากการกระทำนี้แน่นอน!!   3 เขาก็โหดใส่ผู้ใหญ่ด้วยเหมือนกัน ฮือๆๆๆๆๆ อยู่ดีๆ ก็มากรี๊ดใส่หน้า พูดอะไรนิดหน่อยก็ว้ากออกมา ยิ่งเพื่อนแม่ที่ไม่เคยรู้จัก พอเจอปุ๊บไปแลบลิ้นใส่ พ่นน้ำลายใส่ และมีพูดคำไม่ดีใส่ด้วย แซ่บจริ๊งงงงง แก้ยังไงดี: เหมือนเดิม คืออย่าไปขอโทษคนอื่นแทนลูกเรา ถ้าเขาทำอะไรไม่ดี เขาก็ต้องแก้ไข เขาต้องไปขอโทษคนนั้นให้ได้!!   4 เรื่องเล็กนิดเดียว ต้องทำเหมือนฟ้าจะถล่ม เด็กปกติก็จะมีหงุดหงิดเวลาหิว เหนื่อย ง่วง แต่เด็กแบรทพร้อมจะหงุดหงิด โกรธกับทุกสิ่งตรงหน้าได้สิน่า ถ้ามีอะไรเพียงนิดเดียวที่เขาไม่ชอบ เขาจะทำมันทันที! แก้ยังไงดี: ต้องไม่สนใจเท่านั้น ถ้าอยู่ในบ้านก็เดินหนีออกนอกห้องไปเลย ปล่อยให้กรี๊ดไป แต่ถ้าอยู่ข้างนอกล่ะ เออ! ทำไงดี? อาจต้องจับเข้ามุมที่ไม่เป็นพิษต่อคนอื่น แล้วแม่ก็นั่งข้างๆ ไม่สนใจปล่อยให้ร้องไปให้สุด แม่ต้องอดทนมากนิดหนึ่งเลยนะ   5 เขาจะไม่แบ่งอะไรให้ใครเลย ชัวร์อยู่แล้ว เด็กแบรทต้องมาพร้อมความหวงของ! เขาจะคิดว่าทุกสิ่งในโลกเป็นของเขา และเขาจะไม่มีวันแบ่งอะไรให้ใคร และมีไปแย่งของคนอื่นมาด้วยอีกแน่ะ แก้ยังไงดี: ถ้าเขาไปเอาของคนอื่นมา อย่าแค่ดึงของจากเขา แล้วยื่นกลับให้คนนั้น ให้บอกเขาว่า “ในบ้านเรา จะไม่มีใครสามารถไปเอาของคนอื่นแบบนี้มาได้ รู้ไว้ด้วย ช่วยเอาของคืนคนนั้นไปซะลูก” ย้ำจนเขาคืน และพอเขาคืน ก็ชมเขาเลยทีนี้   6 ใครๆ ก็ต้องทำอะไรให้เขานะ ทั้งป้อนข้าว แต่งตัว เก็บของเล่น ที่ความจริงเขาก็ทำเองได้ แต่ไม่ทำมีอะไรมั้ย บางทีตั้งใจทำของเลอะอีก แล้วเหมือนสะใจที่เห็นแม่เดินตามเก็บ แก้ยังไงดี: บอกเขาเลยว่าถ้าทำแบบนี้ เขาจะได้รับอะไร เช่น ถ้าไม่แต่งตัว ก็จะอดเล่นของเล่น อะไรแบบนี้   7 เขาต้องการความสนใจจากแม่ตลอดเวลา ไม่ว่าแม่จะเข้าห้องน้ำ คุยโทรศัพท์ อ่านหนังสือ อะไรก็ตามเขาจะมาตื๊อตลอด มีกรี๊ดใส่โทรศัพท์ตอนแม่คุยกับเพื่อนแบบระเบิดออกมาทุกเสียงสังข์เลยนะ แก้ยังไงดี: อันนี้อาจต้องให้เวลากับเขาจริงๆ มองตาเขา อยู่ในโลกของเขา เพราะบางทีการที่เขาทำแบบนี้ อาจเป็นเพราะเรานี่ล่ะที่ยุ่ง และไม่มีเวลาให้เขาเท่าไหร่ก็ได้   8 ไม่มีทางที่เขาจะพอใจกับอะไร ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ ได้ของเล่นสักชิ้นก็ดีใจจะแย่แล้ว แต่เด็กแบรทถ้าได้อะไรเขาต้องถามเพิ่มว่า “มีอะไรอีกมั้ย” เขาจะอยากได้ๆๆๆๆ เพิ่มตลอด และมักเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนด้วย เพื่อนได้อะไร เขาต้องได้มากกว่าสิ ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า ที่เขาเป็นแบบนี้ “อาจเพราะเขาไม่ได้เล่นอะไรเป็นทีม เขามักจะเล่นคนเดียว อยู่คนเดียว เลยไม่ได้ฝึกเรื่องความพอ” แก้ยังไงดี: บอกเขาไปตรงๆ เวลาเขาอยากได้อะไรว่า “ลูกไม่จำเป็นต้องได้ทุกสิ่งที่ลูกอยากได้นะ” บอกและไม่ให้ไปเรื่อยๆ และทำให้ดูด้วยนี่ล่ะ ถ้ามีลูกเพื่อนมาบ้าน ก็ต้องสอนเขาว่า “เขาเป็นแขกของเรานะลูก เราจะไปอยากได้ของของเขาไม่ได้นะ”   ที่เหลือก็คือใส่ความใจแข็งลงไป ใส่ศรัทธาในหัวใจลูกด้วยว่า ลูกต้องเลิกแบรทสิ งานยากก็จริง แต่แม่ๆ จะต้องผ่านไปได้แน่นอน!!   Facebook.com/MomScream Copyright 2018 www.momscream.com

MOM'S LIFE

ลูกมียีนส์ผิดปกติช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่เขานี่ล่ะอยู่เป็นเพื่อนเราทำงานดึกๆ เสมอ

ความรักของแม่ข้ามผ่านทุกสิ่งได้จริงๆ เหมือนกับความรักของน้องเกด คุณแม่น้องเพย์ตัน น้องเกดทักเรามาในอินบ็อกซ์บอกว่า “พี่คะ เกดมีเรื่องของตัวเองค่ะ ลูกผิดปกติตั้งแต่เกิด พี่อยากฟังเรื่องเกดมั้ยคะ?” เราตอบทันทีว่ายินดีมากๆ เธออยู่อเมริกากับลูก 3 คน น้องเพย์ตันเป็นลูกคนที่สอง วันที่เธอกลับมาไทย เราได้นัดเจอเธอ น้องเกดสวย น่ารัก อ่อนโยน และเข้มแข็งเกินหญิง น้องเกดพร้อมที่จะเล่าเรื่องของเธอให้แม่ๆ ทุกคน ถ้าใครว่าเจออะไรมาหนักแล้ว ลองมาฟังเรื่องของเธอกันเลย เพราะโครโมโซมผิดปกติมาตั้งแต่พ่อแม่ น้องเกดมีสามีเป็นคนไทย เธอย้ายไปอยู่กับเขาที่อเมริกาและมีลูกด้วยกันสามคน คนแรกเป็นผู้หญิงน้องพริมอายุ 9 ขวบ คนที่สองและสามเป็นผู้ชาย เพย์ตัน 4 ขวบ และแพทริค 3 ขวบ เธอเจอความจริงของชีวิตที่เป็นแรงขับให้ต้องเข้มแข็งที่สุด เมื่อลูกคนที่สองน้องเพย์ตันคลอดออกมา น้องเกดเล่าว่า “ตอนที่ท้องไม่รู้เลย มารู้ว่าลูกไม่ปกติตอนคลอดแล้ว เพราะพอลูกเกิดก็ติดเชื้อร้ายชื่ออีโคไล (E.Coli) เป็นเชื้อแบคทีเรียร้ายแรง ที่หมอบอกว่าไม่น่าเกิดกับเด็กทารก เชื้อเกิดในกระเพราะปัสสาวะของเขา ลูกเลยอยู่ไอซียูพักหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นน้ำหนักเขาก็ไม่ขึ้น เขาแพ้นมวัวด้วย อ่อนแอมาก ตัวเล็กนิดเดียว เราก็อยู่ไอซียูดูแลเขามาตลอด” คุณหมอและน้องเกดยังไม่รู้ว่าน้องเพย์ตันมีความผิดปกติอื่นด้วย จนกระทั่งคุณหมอมาแปลกใจว่าทำไมน้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นเลย “หมอแปลกใจที่เขาน้ำหนักไม่เพิ่ม ก็เลยจับเช็คหมดเลยว่ามีปัญหาเรื่องอื่นมั้ย เช็คไปจนถึงยีนส์ตั้งต้น เช็คเลือดเรา เลือดแฟนเรา จนมาเจอว่าลูกเรามียีนส์เกินออกมา ขามีโครโมโซมตัวเอ็กซ์เพิ่มขึ้น” และที่มาของโครโมโซมนี้ น้องเกดบอกว่ามาจากตัวเธอเอง “ในจำนวนโครโมโซมทั้งหมด ตัวที่เขามีเพิ่มขึ้นมา กลับเป็นตัวที่จะทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง เขาจะเติบโตช้า แล้วเรื่องอื่นๆ จะตามมาหมด กล้ามเนื้อจะอ่อนแรงเพิ่ม เขาจะไม่เข้าใจเวลาเราพูด แต่หน้าตา ร่างกายเขาจะเหมือนเด็กปกติเลย” เริ่มโฟกัสที่การรักษา และเข้าไปอยู่ในโลกของเขา น้องเกดบอกว่ารู้ตอนแรกยังรับไม่ได้ ปรับตัวไม่ได้เลย ตอนที่รู้ว่าน้องติดเชื้อ เธอก็ยังทำใจไม่ได้ เธอร้องไห้นะ แต่ร้องแค่วันเดียว เพราะรู้สึกว่าลูกไม่มีใคร เธอต้องลุกแล้วสู้ให้สุดกำลังแล้ว และเธอก็ได้กำลังใจจากคุณหมอด้วย “โชคดีเกดได้หมอจากสแตนฟอร์ด หมอพูดว่าที่นี่มียาทุกประเภทที่จะรักษาโรคได้ หมอเชื่อว่าน้องต้องหาย” หลังจากนั้นคุณหมอก็เริ่มรักษาโดยให้นมพิเศษกับเพย์ตัน หมอหานมที่น้องกินได้ ป้อนไป สำลักไปมาเรื่อยๆ เขาไม่ได้เจริญเติบโตมาก กราฟน้อยกว่าเกณฑ์มาก น้องเกดเล่าต่อว่า “จนพอลูกโตมาได้ห้าหกเดือน กล้ามเนื้อทุกส่วนไม่พัฒนาเลย เขายิ้ม เขาเล่น แต่เขาไม่เข้าใจ และจะช้ากว่าเด็กทั่วไป” สิ่งที่คุณแม่คนนี้ทำให้ลูกก็คือ น้องเกดจะอยู่กับลูก 24 ชั่วโมง เธอเข้าไปอยู่ในโลกของเขา เล่นกับเขา จนเขาชิน ประโยคหนึ่งที่ทำเอาเรามีก้อนมาจุกที่หัวใจ น้องเกดบอกว่า “เกดคิดว่าเขาไม่รู้ว่าเราเป็นแม่ด้วยซ้ำ” สิ่งที่เกดคอยทำให้ลูกตลอดก็คือ เธอฝึกลูกให้ชันคอ พลิกตัว ทำโน่นนี่ที่เธอคิดว่าจะช่วยเรื่องพัฒนาการของลูก “เพย์ตันมานั่งได้ตอน 8 เดือน ตอนนี้เขาสี่ขวบก็ยังเดินไม่ได้ เพิ่งจะเริ่มหัดยืน เวลาเขานั่งก็จะนั่งแล้วเอนไปข้างหลัง เพราะกล้ามเนื้อเขาอ่อนแรงไปหมด” เกดจะคอยพูด มองตาลูกตลอด เธอยังมีแต่รอยยิ้มให้ลูกเสมอด้วย เธอเล่าให้ฟังต่อว่า “ตอนนี้เขาทานข้าวไม่ได้แล้ว กินน้ำก็ไม่ค่อยได้ เพราะปอดติดเชื้อ ปีหนึ่งต้องเข้าโรงพยาบาลที่เคสหนักๆ สองสามครั้งติดๆ กัน หมอเลยบอกว่าต้องให้อาหารทางสายยางแล้วนะ” แต่ไม่ว่าจะยังไง น้องเกดก็มีความสุขกับเพย์ตันได้ตลอด ลูกทำให้เรามีความสุข ไม่ว่าจะยังไงเราก็มีความสุข ความน่ารักของน้องเพย์ตันที่เกดเล่าไปยิ้มไปก็คือ “เขาเป็นคนเงียบๆ ไม่สร้างปัญหาอะไรให้เกดเลย เขาร้องเสียงดังนะ แต่เขาก็น่ารัก อย่างเวลาตอนกลางคืนเกดจะมาทำงานบ้าน เขาก็จะตื่น เกดก็อุ้มเขามานั่งในครัว เราทำความสะอาดไป เขาก็รอเกดไป ไม่ว่าจะดึกแค่ไหนเขาจะไม่หลับ เขารอจนกว่าแม่เสร็จ หัวของแม่ต้องอยู่ข้างๆ เขาถึงจะหลับไป” ถามน้องเกดต่อว่าแล้วเพย์ตันมีความสุขไหม? น้องเกดบอกว่า “ความสุขของเขาคือเขาอยู่กับตัวเองก็มีความสุขแล้ว ได้กลิ้งไปกลิ้งมา หาของเล่น เล่นเงียบๆ ของเขาคนเดียว เขาก็อยู่ได้แล้ว แค่เขาเห็นหน้าเราเดินไปเดินมา เขาก็โอเคแล้ว” ลูกเกือบไม่ไหวยังไง แม่นี่ล่ะดึงลูกกลับมาได้ อีกเรื่องที่ต้องเข้าไปกอดน้องเกดแรงๆ เลยคือตอนที่เธอเล่าเรื่องเพย์ตันเกือบจะไม่ไหวให้ฟัง “เขาจะไม่อยู่หลายครั้งแล้ว แต่เราดึงเขากลับมาได้ มีครั้งหนึ่งเพิ่งไม่นานมานี้เอง เขาตัวเขียว ปากม่วง ตอนนั้นเกดนึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะทำยังไง เพราะถ้าเขาชักเราจะรู้ แต่วันนั้นปากม่วงไปหมด มือเขาขึ้นลายเลย เกดเลยเอาเครื่องพุชอากาศมาใส่เขา ไข้ก็สูงมาก มือหนึ่งพยายามให้ยาเขา อีกมือโทร. 911 มีคนหกคนคุยกับเกดจนไปถึงโรงพยาบาล หมอช่วยจนปลอดภัย แต่เกดพุชหมอต่อให้ตรวจอย่างอื่นเพิ่มด้วย เซนส์ของแม่มันบอกอย่างนั้น เพราะเกดเป็นคนเดียวที่รู้ทุกอาการของลูก ถ้ามีอะไรที่ไม่เคยเป็นจะไม่แน่ใจแล้ว” เพราะความใส่ใจ และคอยสังเกตของน้องเกด เลยช่วยชีวิตลูกได้ทัน เธอไม่หยุดอยู่แค่นั้น ยืนยันว่าต้องหาให้เจอว่าลูกเป็นอะไรเพิ่ม ตอนนี้เธอก็ยังรอตรวจเพิ่มอยู่ เพย์ตันต้องเข้าไปฝึกเพิ่มในโรงเรียนแล้ว หลังจากดูแลลูกมาได้ห้าปีกว่าๆ น้องเกดก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะมีผู้เชี่ยวชาญกว่าเธอคอยสอนเพย์ตัน เธอเลยตัดใจให้ลูกเข้าโรงเรียนเด็กพิเศษ “โรงเรียนของเด็กพิเศษที่นี่ จะมีรถโรงเรียนมารับ มีรถเข็น มีคนดูแลตัวต่อตัวเลย เขามารับเพย์ตันไป เราก็แอบไปอยู่ที่โรงเรียน ทำเป็นถามโน่นนี่ครู จริงๆ เราอยากอยู่ดูลูกเรา” วันแรกที่เธอไป น้องเกดบอกว่าน้ำตาซึมเลย เธอเจอเด็กคนอื่นๆ ที่เป็นมากกว่าเพย์ตันเยอะ เหมือนเข้าไปอีกโลกหนึ่ง โลกที่เธอบอกว่าค่อนข้างเงียบ แต่สวยงาม “มันมีความสดใสในโลกของเขากันนะ” และเกดสังเกตว่าหลังจากเพย์ตันเข้าโรงเรียน ตอนที่เขาเห็นหน้าแม่มารับ เขาจะรู้ อารมณ์เขาจะดีขึ้นทันที “เกดรู้เลยว่าเขาดีใจที่เห็นแม่ เกดจะคอยบอกว่าอยู่โรงเรียนนะลูก เดี๋ยวแม่มารับนะลูก เขาก็เข้าใจ จะไม่ร้องเลย” เรื่องดีคือเพย์ตันที่พัฒนาการที่ดีขึ้นมาก ครูสอนให้เขาหัดพูด ทุกวันนี้เริ่มเปล่งเสียงได้บ้างแล้ว และเพย์ตันเริ่มหัดยืนได้ เริ่มขี่จักรยานได้แล้ว น้องเกดไม่มีคำว่าท้อถึงแม้เธอรู้ว่าเพย์ตันจะต้องนั่งเก้าอี้รถเข็นไปตลอดชีวิต ลูกทำให้เกดสงบมาก อยากอยู่กับเขานานๆ ในความเป็นแม่ที่ต้องรับรู้ทุกสภาวะของลูก เธอเหนื่อย อดทน ต่อสู้กับทุกสิ่งที่เกิดตรงหน้า มาแบบไม่ทันตั้งตัวบ้าง และไม่ว่าจะยังไง เธอก็ยังสู้ไม่ถอย แต่ลูกก็ได้ให้อะไรเธอกลับเหมือนกัน เธอบอกว่า “เขาคือคนที่เราอยู่ด้วยแล้วสงบมาก จะรู้สึกว่าอยากอยู่กับเขานานๆ เวลามีอะไรก็จะคุยกับเขา ตอนเราน้ำตาซึม ไม่คิดว่าเขาจะเห็นนะ แต่เขารู้ ตอนที่เขาป่วยมากๆ เราจับมือเขา เขาก็จะเอามืออีกข้างมาแปะบนมือเรา เขาพยายามจะบอกเราว่า ไม่เป็นไรนะแม่” พอลูกรับรู้ได้ เวลาเพย์ตันเข้าไอซียู น้องเกดก็เลยจะต้องไปหาลูกแบบแฮปปี้ที่สุด “เวลาเขาเห็นเราเล่นกับเขา เขาจะอารมณ์ดีขึ้น เราต้องเฟรชไปเล่นจ๊ะเอ๋กับเขาเลย มันอาจจะขัดกับความรู้สึกเรานะ แต่ก็พอหัวใจเขาดีขึ้น ก็ทำให้หัวใจเราดีขึ้นด้วยเหมือนกัน” น้องเกดไม่มีคำว่าหยุด เธออาจร้องไห้บ้าง ท้อบ้าง แต่เธอไม่เคยหยุดดูแลลูก แผนการณ์ต่อไปคือเธอจะเปลี่ยนบ้านใหม่เพื่อติดสายพานต่อเพดาน ให้อุ้มเพย์ตันเข้าห้องน้ำได้ และจะเปลี่ยนรถให้เหมาะกับเขาด้วย และเธอไม่กลัวอะไรอีกแล้ว เพราะลูกได้มอบสติ ความนิ่ง ความเข้มแข็งที่สุดในโลกให้เธอ และทำให้เธอได้รู้ว่าร่างกายที่เกิดมาครบ ไม่ใช่เรื่องง่าย เธอขอบคุณทุกสิ่งที่ทำให้เธอเข้าใจทุกอย่างในวันนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรเธอก็ยังคงศรัทธาว่าลูกจะดีขึ้นเสมอ เราเองก็ศรัทธาแบบเธอ หัวใจของเธอไม่มีอะไรมาเทียบได้ นี่ล่ะคือหัวใจของแม่อย่างแท้จริง มัมสกรีมขอขอบคุณคุณแม่เกด วริษฐา อนันรยา และน้องเพย์ตัน เมฆอธิคม มากๆๆๆๆ ที่สุดในโลกนะคะ Facebook.com/momscream Copyright 2018 www.momscream.com

SCHOOLS

โรงเรียนอนุบาลเล็กๆ ที่บอกว่า “ขอดูแลเด็กๆ ด้วยความรัก”

  เพื่อนคนหนึ่งบ้านเธออยู่แถวเมืองนนท์ ตอนหาที่เรียนให้ลูก เธอเลยไปเจอโรงเรียนนี้มา อนุบาลดวงใจ เธอบอกว่าโจทย์คือ ต้องใกล้บ้าน ได้ภาษา ค่าเทอมไม่โหด และครูดูแลเด็กๆ ดี เลยมาเจอโรงเรียนนี้ที่ปรัชญาของเขาบอกว่า “เลี้ยงด้วยรัก ฟูมฟักด้วยความรู้ เชิดชูในคุณธรรม” ฟังแล้วชอบคำว่า เลี้ยงด้วยรักเลย เหมือนมีอะไรอบอุ่นๆ อยู่ในนั้น   โรงเรียนอนุบาลดวงใจ เป็นโรงเรียนสองภาษาขนาดเล็ก ตั้งอยู่ที่ซอยวัดบัวขวัญ นนทบุรี ความรู้สึกที่เพื่อนเล่า พอได้เข้ามาที่โรงเรียนคือ “รู้สึกเหมือนบ้านเลย” แล้วเธอก็ไปคุยกับครูหน่อย ดร.จรวยพร แดงโชติ ผู้อำนวยการโรงเรียน ก็เลยเล่ายาวมาว่า “ที่โรงเรียนมีนักเรียน 170 คน มีตั้งแต่ชั้นเนอร์สเซอรี่ จนถึงอนุบาล 3 ห้องเรียนแบ่งเป็นไทย กับโปรแกรมอังกฤษ เอาหลักสูตรอิงลิช โปรแกรมมาจากประเทศอิสราเอล ที่เอาจากอิสราเอลมาก็เพราะครูเชื่อว่า บ้านเขาสอนสองภาษาเหมือนบ้านเรา เขาก็จะเข้าใจการเรียนแบบสองภาษาได้ดีว่าต้องบาลานซ์กันยังไง” อึ้งมาก! พอเพื่อนเล่าถึงตอนนี้ เพราะอิสราเอลเป็นที่รู้กันว่าเป็นประเทศที่ล้ำมาก มีแต่คนฉลาดๆ อยู่ และถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีสตาร์ทอัพเจ๋งที่สุดในโลก เพื่อนบอกต่อว่า ที่โรงเรียนนี้ยังมี Child Center คือมีกิจกรรมให้เด็กๆ ฝึกคิด แล้วเอาไปทำจริงๆ มีสอนเยอะมาก คือจะให้เด็กๆ ได้มีสกิลล์กันตั้งแต่เล็กไปเลย สอนภาษาอังกฤษ, เลข, ภาษาไทย, Analytical Skill, Music, ว่ายน้ำ, Cooking, Arts และมีคอร์สพิเศษถ้าใครอยากเรียนเพิ่มอย่าง เทควันโด, บัลเล่ต์, รำไทย, ภาษาจีนด้วย   อีกอย่างที่เพื่อนประทับใจมากก็คือครูที่นี่ ครูจะจำชื่อเด็กได้ทุกคน จำชื่อพ่อแม่เด็กได้หมด จำได้แม้กระทั่งพ่อแม่ขับรถอะไร แล้วรู้ด้วยนะว่าเด็กคนนี้แม่ทำงานนะ คือจะเข้าใจชีวิตเด็กไปเลย ก็เพื่อจะได้ใส่ใจให้ถูกจุด แล้วครูก็จะสอนให้เด็กๆ เอื้ออาทร มีคุณธรรม มีน้ำใจด้วย   และที่นี่ยังยินดีต้อนรับเด็กๆ ที่เป็นเด็กพิเศษกันทุกคน ครูหน่อยบอกว่า “เราเข้าใจหัวอกพ่อแม่มาก เราดูแลเด็กๆ ทุกคนเท่าๆ กัน และไม่มีการเก็บเงินเพิ่มใดๆ” เพื่อนบอกว่าเธอลองถามพ่อแม่ที่มีลูกเป็นเด็กพิเศษดู บอกกันมาเลยว่า “ครูเอาใจใส่ และมีเมตตากับเด็กๆ มาก” พ่อแม่ก็หายห่วง และมีกำลังใจเพิ่มด้วย   ความเรียบง่ายที่โรงเรียนนี้เป็น ก็เป็นอีกสิ่งที่เพื่อนประทับใจ เธอเล่าว่า “อย่างกีฬาสีก็จะเรียบๆ นะ ไม่ต้องพยายามแต่งตัวอะไรมาก ใส่เสื้อที่มีอยู่แล้วกับกางเกงพละ งานปีใหม่ก็ไม่ต้องเอาของมาจับฉลาก ที่ทำคือจะให้เด็กๆ กับพ่อแม่มาทำบุญตักบาตรกัน มาเล่นเกมสนุกๆ กัน”   ถามเพื่อนอีกว่าแล้วลูกมาเรียนแล้วเป็นไง? เธอบอกว่า “โอยยยย มั่นใจขึ้นมาก ฟัง พูด เขียนภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นเลย ได้สำเนียงด้วย แล้วก็แฮปปี้มาก อยากมาโรงเรียนทุกวัน ไม่ร้องให้เลย เขาชอบมาก” ฟังแล้วเลยรีบมาแนะนำแม่ๆ ต่อ ลองดูนะคะ โรงเรียนอนุบาลดวงใจ เมืองนนท์ โทร. 02-591-3990 ค่าเทอมปีละ 44,000 (หลักสูตรไทย) ปีละ 60,000 (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) Facebook Page: รักจัง_อนุบาลดวงใจ Location: https://goo.gl/maps/Ab9N2XVv4Ct Ps: ขอบคุณน้องปิ่นสำหรับเรื่องโรงเรียนนี่จ้า

What to wear

Mom dad & kid dare to wear

Trip & Eat


นั่งรถไฟลอดอุโมงค์ขุนตาน ไปขี่ช้าง นั่งรถม้าที่ลำปาง TRAVEL

6 อาหารสำเร็จรูป ที่เฮลธ์ตี้กับสุขภาพเรา เข้าซูเปอร์ไม่ต้องรู้สึกผิดแล้ว เย้!!!! TRAVEL

Yellow Submarine Bath Bomb

345.-

Kid Poster – Animals size 50x70cm.

500.-

Pamper me soap-Shea butter & Coconut

190.-

From Our Moms

แม่มือใหม่คนนี้เธอเลี้ยงลูกคนเดียว 3 เดือนเต็ม! ไม่ได้ออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียว เธอทำได้ยังไง?

แม่ปู

ลูกสาว.. ทำให้เธอสร้างแบรนด์บิวตี้ได้ ยอดขายไปไกล 16 ประเทศทั่วโลก

แม่ออย

พาลูกไปญี่ปุ่นฝนตกทุกวัน 9 ที่เที่ยวนี้สนุกได้ไม่ต้องกลัวฝนเลย!

แม่เอ๋

แม่ฟูลไทม์คนนี้ ทำสำนักพิมพ์หนังสือเลี้ยงลูกจนดัง เวิร์คกับลูกเราทุกเล่ม!

แม่ทราย