ลูกมียีนส์ผิดปกติช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่เขานี่ล่ะอยู่เป็นเพื่อนเราทำงานดึกๆ เสมอ

ความรักของแม่ข้ามผ่านทุกสิ่งได้จริงๆ เหมือนกับความรักของน้องเกด คุณแม่น้องเพย์ตัน น้องเกดทักเรามาในอินบ็อกซ์บอกว่า “พี่คะ เกดมีเรื่องของตัวเองค่ะ ลูกผิดปกติตั้งแต่เกิด พี่อยากฟังเรื่องเกดมั้ยคะ?” เราตอบทันทีว่ายินดีมากๆ เธออยู่อเมริกากับลูก 3 คน น้องเพย์ตันเป็นลูกคนที่สอง วันที่เธอกลับมาไทย เราได้นัดเจอเธอ น้องเกดสวย น่ารัก อ่อนโยน และเข้มแข็งเกินหญิง น้องเกดพร้อมที่จะเล่าเรื่องของเธอให้แม่ๆ ทุกคน ถ้าใครว่าเจออะไรมาหนักแล้ว ลองมาฟังเรื่องของเธอกันเลย

เพราะโครโมโซมผิดปกติมาตั้งแต่พ่อแม่

น้องเกดมีสามีเป็นคนไทย เธอย้ายไปอยู่กับเขาที่อเมริกาและมีลูกด้วยกันสามคน คนแรกเป็นผู้หญิงน้องพริมอายุ 9 ขวบ คนที่สองและสามเป็นผู้ชาย เพย์ตัน 4 ขวบ และแพทริค 3 ขวบ เธอเจอความจริงของชีวิตที่เป็นแรงขับให้ต้องเข้มแข็งที่สุด เมื่อลูกคนที่สองน้องเพย์ตันคลอดออกมา น้องเกดเล่าว่า “ตอนที่ท้องไม่รู้เลย มารู้ว่าลูกไม่ปกติตอนคลอดแล้ว เพราะพอลูกเกิดก็ติดเชื้อร้ายชื่ออีโคไล (E.Coli) เป็นเชื้อแบคทีเรียร้ายแรง ที่หมอบอกว่าไม่น่าเกิดกับเด็กทารก เชื้อเกิดในกระเพราะปัสสาวะของเขา ลูกเลยอยู่ไอซียูพักหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นน้ำหนักเขาก็ไม่ขึ้น เขาแพ้นมวัวด้วย อ่อนแอมาก ตัวเล็กนิดเดียว เราก็อยู่ไอซียูดูแลเขามาตลอด” คุณหมอและน้องเกดยังไม่รู้ว่าน้องเพย์ตันมีความผิดปกติอื่นด้วย จนกระทั่งคุณหมอมาแปลกใจว่าทำไมน้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นเลย

“หมอแปลกใจที่เขาน้ำหนักไม่เพิ่ม ก็เลยจับเช็คหมดเลยว่ามีปัญหาเรื่องอื่นมั้ย เช็คไปจนถึงยีนส์ตั้งต้น เช็คเลือดเรา เลือดแฟนเรา จนมาเจอว่าลูกเรามียีนส์เกินออกมา ขามีโครโมโซมตัวเอ็กซ์เพิ่มขึ้น” และที่มาของโครโมโซมนี้ น้องเกดบอกว่ามาจากตัวเธอเอง “ในจำนวนโครโมโซมทั้งหมด ตัวที่เขามีเพิ่มขึ้นมา กลับเป็นตัวที่จะทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง เขาจะเติบโตช้า แล้วเรื่องอื่นๆ จะตามมาหมด กล้ามเนื้อจะอ่อนแรงเพิ่ม เขาจะไม่เข้าใจเวลาเราพูด แต่หน้าตา ร่างกายเขาจะเหมือนเด็กปกติเลย”

เริ่มโฟกัสที่การรักษา และเข้าไปอยู่ในโลกของเขา

น้องเกดบอกว่ารู้ตอนแรกยังรับไม่ได้ ปรับตัวไม่ได้เลย ตอนที่รู้ว่าน้องติดเชื้อ เธอก็ยังทำใจไม่ได้ เธอร้องไห้นะ แต่ร้องแค่วันเดียว เพราะรู้สึกว่าลูกไม่มีใคร เธอต้องลุกแล้วสู้ให้สุดกำลังแล้ว และเธอก็ได้กำลังใจจากคุณหมอด้วย “โชคดีเกดได้หมอจากสแตนฟอร์ด หมอพูดว่าที่นี่มียาทุกประเภทที่จะรักษาโรคได้ หมอเชื่อว่าน้องต้องหาย” หลังจากนั้นคุณหมอก็เริ่มรักษาโดยให้นมพิเศษกับเพย์ตัน หมอหานมที่น้องกินได้ ป้อนไป สำลักไปมาเรื่อยๆ เขาไม่ได้เจริญเติบโตมาก กราฟน้อยกว่าเกณฑ์มาก น้องเกดเล่าต่อว่า “จนพอลูกโตมาได้ห้าหกเดือน กล้ามเนื้อทุกส่วนไม่พัฒนาเลย เขายิ้ม เขาเล่น แต่เขาไม่เข้าใจ และจะช้ากว่าเด็กทั่วไป” สิ่งที่คุณแม่คนนี้ทำให้ลูกก็คือ น้องเกดจะอยู่กับลูก 24 ชั่วโมง เธอเข้าไปอยู่ในโลกของเขา เล่นกับเขา จนเขาชิน ประโยคหนึ่งที่ทำเอาเรามีก้อนมาจุกที่หัวใจ น้องเกดบอกว่า “เกดคิดว่าเขาไม่รู้ว่าเราเป็นแม่ด้วยซ้ำ”

สิ่งที่เกดคอยทำให้ลูกตลอดก็คือ เธอฝึกลูกให้ชันคอ พลิกตัว ทำโน่นนี่ที่เธอคิดว่าจะช่วยเรื่องพัฒนาการของลูก “เพย์ตันมานั่งได้ตอน 8 เดือน ตอนนี้เขาสี่ขวบก็ยังเดินไม่ได้ เพิ่งจะเริ่มหัดยืน เวลาเขานั่งก็จะนั่งแล้วเอนไปข้างหลัง เพราะกล้ามเนื้อเขาอ่อนแรงไปหมด” เกดจะคอยพูด มองตาลูกตลอด เธอยังมีแต่รอยยิ้มให้ลูกเสมอด้วย เธอเล่าให้ฟังต่อว่า “ตอนนี้เขาทานข้าวไม่ได้แล้ว กินน้ำก็ไม่ค่อยได้ เพราะปอดติดเชื้อ ปีหนึ่งต้องเข้าโรงพยาบาลที่เคสหนักๆ สองสามครั้งติดๆ กัน หมอเลยบอกว่าต้องให้อาหารทางสายยางแล้วนะ” แต่ไม่ว่าจะยังไง น้องเกดก็มีความสุขกับเพย์ตันได้ตลอด

ลูกทำให้เรามีความสุข ไม่ว่าจะยังไงเราก็มีความสุข

ความน่ารักของน้องเพย์ตันที่เกดเล่าไปยิ้มไปก็คือ “เขาเป็นคนเงียบๆ ไม่สร้างปัญหาอะไรให้เกดเลย เขาร้องเสียงดังนะ แต่เขาก็น่ารัก อย่างเวลาตอนกลางคืนเกดจะมาทำงานบ้าน เขาก็จะตื่น เกดก็อุ้มเขามานั่งในครัว เราทำความสะอาดไป เขาก็รอเกดไป ไม่ว่าจะดึกแค่ไหนเขาจะไม่หลับ เขารอจนกว่าแม่เสร็จ หัวของแม่ต้องอยู่ข้างๆ เขาถึงจะหลับไป”

ถามน้องเกดต่อว่าแล้วเพย์ตันมีความสุขไหม? น้องเกดบอกว่า “ความสุขของเขาคือเขาอยู่กับตัวเองก็มีความสุขแล้ว ได้กลิ้งไปกลิ้งมา หาของเล่น เล่นเงียบๆ ของเขาคนเดียว เขาก็อยู่ได้แล้ว แค่เขาเห็นหน้าเราเดินไปเดินมา เขาก็โอเคแล้ว”

ลูกเกือบไม่ไหวยังไง แม่นี่ล่ะดึงลูกกลับมาได้

อีกเรื่องที่ต้องเข้าไปกอดน้องเกดแรงๆ เลยคือตอนที่เธอเล่าเรื่องเพย์ตันเกือบจะไม่ไหวให้ฟัง “เขาจะไม่อยู่หลายครั้งแล้ว แต่เราดึงเขากลับมาได้ มีครั้งหนึ่งเพิ่งไม่นานมานี้เอง เขาตัวเขียว ปากม่วง ตอนนั้นเกดนึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะทำยังไง เพราะถ้าเขาชักเราจะรู้ แต่วันนั้นปากม่วงไปหมด มือเขาขึ้นลายเลย เกดเลยเอาเครื่องพุชอากาศมาใส่เขา ไข้ก็สูงมาก มือหนึ่งพยายามให้ยาเขา อีกมือโทร. 911 มีคนหกคนคุยกับเกดจนไปถึงโรงพยาบาล หมอช่วยจนปลอดภัย แต่เกดพุชหมอต่อให้ตรวจอย่างอื่นเพิ่มด้วย เซนส์ของแม่มันบอกอย่างนั้น เพราะเกดเป็นคนเดียวที่รู้ทุกอาการของลูก ถ้ามีอะไรที่ไม่เคยเป็นจะไม่แน่ใจแล้ว” เพราะความใส่ใจ และคอยสังเกตของน้องเกด เลยช่วยชีวิตลูกได้ทัน เธอไม่หยุดอยู่แค่นั้น ยืนยันว่าต้องหาให้เจอว่าลูกเป็นอะไรเพิ่ม ตอนนี้เธอก็ยังรอตรวจเพิ่มอยู่

เพย์ตันต้องเข้าไปฝึกเพิ่มในโรงเรียนแล้ว

หลังจากดูแลลูกมาได้ห้าปีกว่าๆ น้องเกดก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะมีผู้เชี่ยวชาญกว่าเธอคอยสอนเพย์ตัน เธอเลยตัดใจให้ลูกเข้าโรงเรียนเด็กพิเศษ “โรงเรียนของเด็กพิเศษที่นี่ จะมีรถโรงเรียนมารับ มีรถเข็น มีคนดูแลตัวต่อตัวเลย เขามารับเพย์ตันไป เราก็แอบไปอยู่ที่โรงเรียน ทำเป็นถามโน่นนี่ครู จริงๆ เราอยากอยู่ดูลูกเรา” วันแรกที่เธอไป น้องเกดบอกว่าน้ำตาซึมเลย เธอเจอเด็กคนอื่นๆ ที่เป็นมากกว่าเพย์ตันเยอะ เหมือนเข้าไปอีกโลกหนึ่ง โลกที่เธอบอกว่าค่อนข้างเงียบ แต่สวยงาม “มันมีความสดใสในโลกของเขากันนะ” และเกดสังเกตว่าหลังจากเพย์ตันเข้าโรงเรียน ตอนที่เขาเห็นหน้าแม่มารับ เขาจะรู้ อารมณ์เขาจะดีขึ้นทันที “เกดรู้เลยว่าเขาดีใจที่เห็นแม่ เกดจะคอยบอกว่าอยู่โรงเรียนนะลูก เดี๋ยวแม่มารับนะลูก เขาก็เข้าใจ จะไม่ร้องเลย” เรื่องดีคือเพย์ตันที่พัฒนาการที่ดีขึ้นมาก ครูสอนให้เขาหัดพูด ทุกวันนี้เริ่มเปล่งเสียงได้บ้างแล้ว และเพย์ตันเริ่มหัดยืนได้ เริ่มขี่จักรยานได้แล้ว น้องเกดไม่มีคำว่าท้อถึงแม้เธอรู้ว่าเพย์ตันจะต้องนั่งเก้าอี้รถเข็นไปตลอดชีวิต

ลูกทำให้เกดสงบมาก อยากอยู่กับเขานานๆ

ในความเป็นแม่ที่ต้องรับรู้ทุกสภาวะของลูก เธอเหนื่อย อดทน ต่อสู้กับทุกสิ่งที่เกิดตรงหน้า มาแบบไม่ทันตั้งตัวบ้าง และไม่ว่าจะยังไง เธอก็ยังสู้ไม่ถอย แต่ลูกก็ได้ให้อะไรเธอกลับเหมือนกัน เธอบอกว่า “เขาคือคนที่เราอยู่ด้วยแล้วสงบมาก จะรู้สึกว่าอยากอยู่กับเขานานๆ เวลามีอะไรก็จะคุยกับเขา ตอนเราน้ำตาซึม ไม่คิดว่าเขาจะเห็นนะ แต่เขารู้ ตอนที่เขาป่วยมากๆ เราจับมือเขา เขาก็จะเอามืออีกข้างมาแปะบนมือเรา เขาพยายามจะบอกเราว่า ไม่เป็นไรนะแม่” พอลูกรับรู้ได้ เวลาเพย์ตันเข้าไอซียู น้องเกดก็เลยจะต้องไปหาลูกแบบแฮปปี้ที่สุด “เวลาเขาเห็นเราเล่นกับเขา เขาจะอารมณ์ดีขึ้น เราต้องเฟรชไปเล่นจ๊ะเอ๋กับเขาเลย มันอาจจะขัดกับความรู้สึกเรานะ แต่ก็พอหัวใจเขาดีขึ้น ก็ทำให้หัวใจเราดีขึ้นด้วยเหมือนกัน”

น้องเกดไม่มีคำว่าหยุด เธออาจร้องไห้บ้าง ท้อบ้าง แต่เธอไม่เคยหยุดดูแลลูก แผนการณ์ต่อไปคือเธอจะเปลี่ยนบ้านใหม่เพื่อติดสายพานต่อเพดาน ให้อุ้มเพย์ตันเข้าห้องน้ำได้ และจะเปลี่ยนรถให้เหมาะกับเขาด้วย และเธอไม่กลัวอะไรอีกแล้ว เพราะลูกได้มอบสติ ความนิ่ง ความเข้มแข็งที่สุดในโลกให้เธอ และทำให้เธอได้รู้ว่าร่างกายที่เกิดมาครบ ไม่ใช่เรื่องง่าย เธอขอบคุณทุกสิ่งที่ทำให้เธอเข้าใจทุกอย่างในวันนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรเธอก็ยังคงศรัทธาว่าลูกจะดีขึ้นเสมอ เราเองก็ศรัทธาแบบเธอ หัวใจของเธอไม่มีอะไรมาเทียบได้ นี่ล่ะคือหัวใจของแม่อย่างแท้จริง

มัมสกรีมขอขอบคุณคุณแม่เกด วริษฐา อนันรยา และน้องเพย์ตัน เมฆอธิคม มากๆๆๆๆ ที่สุดในโลกนะคะ

Facebook.com/momscream

Copyright 2018 www.momscream.com

Share this:
14 May, 2018 momscream 8,922 views

You May Also Like

BEAUTY & STYLE

แดดแรงหนักมาก! ต้องเติมกันแดดตลอดวันเลย ขอให้ทำเป็นประจำเถอะพวกเรา

KIDS

ใครๆ ก็ให้ลูกเรียนว่ายน้ำเอาไงดี? บอกเลยว่ายังไม่พร้อมจริงๆ

HAPPY & HEALTHY

คุณพ่อลูกสาว 4 คนบอกว่า “นี่ล่ะ ชีวิตจริงของผม ไม่ขอสร้างภาพค้าบบบ”

MOM'S LIFE

10 อินเนอร์เลี้ยงลูกให้เรารู้สึกว่า เราเป็นแม่ที่โอเคแล้ว เรามาถูกทางแล้วล่ะ!