Mom's Life

ลูกสาว.. ทำให้เธอสร้างแบรนด์บิวตี้ได้ ยอดขายไปไกล 16 ประเทศทั่วโลก



น้องออยคือคุณแม่ที่มีฝัน เธอฝันตั้งแต่เด็กๆ ว่าอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เธอรู้ตัวเองตั้งแต่เรียนปีหนึ่งที่บัญชี จุฬาฯ ผ่านมาได้สิบกว่าปี เธอคือเจ้าของแบรนด์ O-Spa แบรนด์บิวตี้ของไทย ที่โก อินเตอร์แล้ว และวันนี้น้องออยมีลูกสาวตัวน้อย น้องธัญญ่า อายุเกือบสองขวบแล้ว คนนี้ล่ะที่คุณแม่ออยบอกว่า “ถ้าไม่ได้เขา ออยคงไม่เข้าใจการทำธุรกิจเท่าวันนี้เลยค่ะ”

ออยเริ่มธุรกิจ เพราะซึมซับมาจากไอติม Ducky ของคุณพ่อ

“ออยเห็นอากงทำธุรกิจไอติมตรา POP มาตั้งแต่เด็ก แล้วรุ่นคุณพ่อก็มาทำไอติม Ducky ทำๆ ไป บริษัทเนสท์เล่ย์มาซื้อ ตอนนั้นทำไอติมรสข้าวเหนียวดำ ข้าวโพด สลิ่ม ที่ตรงไม้มีรูปสลัยยี่ห้อ POP ด้วย” ออยเลยปะทุความอยากทำของอะไรไทยๆ แข่งกับเมืองนอกตั้งแต่เด็กๆ ออยบอกว่าเพื่อนๆ อยากเป็นหมอ เป็นครู แต่ของออยฉีกมาเลยว่าอยากเป็นนักธุรกิจ ส่วนคุณพ่อก็ได้แต่คอยบอกว่า อย่าเป็นเลยลูก

ทำงานบริษัทก่อน แล้วค่อยทำแบรนด์คู่ไปด้วย

ออยเริ่มปูทางตัวเองตั้งแต่เรียนคณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนปริญญาโทต่อที่อังกฤษ ตอนนี้ล่ะที่เธอเจอแบรนด์ชื่อ Accessorize แล้วอินสไปร์เลย “ออยเห็นแบรนด์นี้เมด อิน ไชน่าหมด ดูคุณภาพของก็คิดเลยว่า นี่บ้านเราก็มีขาย ชิ้นละไม่กี่สิบบาทเอง เกิดไอเดียว่าอยากทำแบรนด์ไทยขายเมืองนอกมากๆ” ออยเลยรีบเรียนจบ กลับมามาหาประสบการณ์ในบริษัทก่อน เธอได้ทำงานที่บริษัทซัมซุง เรียนรู้งานขาย งานมาร์เก็ตติ้ง และไปต่อที่บริษัทดับเบิลเอ เธอได้ความเป็นนักสู้ และนักขายมาจากสองบริษัทนี้เยอะมากๆ และระหว่างนี้น เธอก็ฝันว่าอยากมีแบรนด์ของตัวเอง

คิดว่าอะไรที่คนจะใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เลยออกมาเป็นสบู่

ตอนนั้นออยไม่มีทุน ไม่มีประสบการณ์ใดๆ แค่คิดว่าน่าจะทำสินค้าที่ใช้ได้ทุกวัน แล้วเธอก็เป็นคนผิวแพ้ง่าย “อยู่ดีๆ ก็มีสิวที่หลังเห่อขึ้นมา หาอะไรใช้ยาก เลยคิดว่าทำเองเลยแล้วกัน ก็เลยไปหาสบู่ทั่วโลกมาใช้เยอะมากๆ” เธอก็เลยเริ่มทำม็อคอัพสบู่มาเทสต์เพื่อนๆ ที่ทำงานก่อน ทำแบบสอบถาม ทำๆๆๆๆ จนทุกคนที่ใช้ไม่มีใครบอกว่าสบู่เธอไม่ดี เธอถึงมั่นใจ แล้วก็เริ่มทำขายเลย “สบุ่แรกคือ Scrub Me ปรับกันกับโรงงานเป็นปี ล็อตแรกสั่งมาหมื่นก้อน ใช้เงินเก็บเทเลย เอาสบู่มาตั้งไว้เต็มโรงรถที่บ้าน แล้วไปหาดีไซเนอร์มาทำแพคเกจจิ้งให้” ออยอยากทำแบรนด์ที่รู้ว่านี่ล่ะของไทย เธอเลยได้ออกมาเป็นลายดอกไม้ไทยๆ วาดด้วยสีน้ำ

ออกขายครั้งแรก และไปจนถึงโกอินเตอร์

ขายครั้งแรกของออยคือที่อิเซตัน “ออยลางานไปยืนขายเองเลย ลาไป 5 วัน ตั้งใจว่าใครเดินผ่านบูธเรา เราต้องขายให้ได้ ให้ทุกคนลอง แล้วพอลองผิวไม่แห้งตึง ฟีดแบ้คดีมาก ยอดขายเราออกมาดีจนบายเออร์มาคุยว่าเอาเขาซูเปอร์มาร์เก็ตมั้ย” แต่ออยมีฝันที่ไกลกว่านั้น เธออยากไปขายต่างประเทศ อยากทำให้โลกรู้จักแบรนด์นี้ของเธอ “ออยไปต่อที่สิงคโปร์ โทร.ไปไม่มีใครรับ เลยบินไปเอง แล้ววอล์คอินเข้าไป ไม่มีใครตอบรับเราจนไปที่อิเซตันที่สิงคโปร์อีก เดินเข้าไปตรงซูเปอร์มาร์เก็ต ไปหาห้องสต็อค เจอแล้วผลักเข้าไปเลย บอกเขาว่าเรามีสบู่ มือสั่นมากตอนนั้น ให้เขาเอาไปใช้”

มุมโชว์วางขายผลิตภัณฑ์ที่ญี่ปุ่น
ผลิตภัณฑ์วางขายที่สิงค์โปร์

ความหวังเริ่มมาแล้ว เธอได้ออเดอร์แรก

“ปรากฏว่าหลังจากนนั้นไม่นาน มีอีเมลเด้งขึ้นมาว่าเขาใช้สบู่เราแล้ว อยากให้เราเอามาขาย แต่ต้องมาขายเอง ขายไม่ได้ก็ต้องเอากลับเองนะ” ออยสู้สุดชีวิต เธอบินไปขายเองสองอาทิตย์ ขายจนได้ทาร์เก็ตที่เขาตั้งไว้ และได้เข้าไปขายจริงๆ หลังจากนั้นเธอก็ได้ไปขายต่ออีกหลายร้านในสิงคโปร์ จากวันนั้นออยก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ไปเรื่อยๆ เริ่มขายที่ประเทศต่างๆ มากขึ้น จนเธอเริ่มมีออเดอร์ล็อตใหญ่ๆ และทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ

บู๊ทออกงานแฟร์ที่เสิ่นเจิ้น ประเทศจีน

เริ่มยึดติดกับแบรนด์ จนเครียดเกินไป

ออยบอกว่าพอทำแบรนด์เริ่มเข้าปีที่ 6 เธอเริ่มเห็นแบรนด์ตัวเองเป็นลูก “คือจะมองแบรนด์เป็นคน ใครจะแตะต้องไม่ได้ ใครจะให้ไอเดียอะไรก็ไม่ฟัง เราไม่ยอม เราจะยึดติดเลย” เธอบอกว่าเริ่มมีอะไรที่ผิดพลาดเยอะมาก เสียลูกค้าไปก็เพราะความไม่ยืดหยุ่น พอบอกก็ไม่เชื่อ “คือมั่นใจในตัวเองมากแบบว่า ถ้าเราทำผิด จะยอมรับผิดเอง จะเสียใจน้อยกว่าไปทำตามคนอื่น” แล้วเธอก็เสียออเดอร์ไปเพราะความไม่เข้าใจตลาด และที่เธอไปกดดันลูกค้าเอาไว้ แต่ไม่นานหลังจากนั้น ออยก็มีอีกสิ่งเกิดขึ้นกับเธอ เรียกว่าไม่คาดคิดเลยด้วย

ออยไม่ได้เตรียมใจว่าจะมีลูก ทำงานตลอดด้วย

เธอตั้งท้องน้องธัญญ่า ลูกสาวของเธอ ตลอดเวลาที่เธอท้องเธอก็ยังทำงานแบบไม่ลดสปีด และไม่รู้สึกว่าจะต้องเตรียมเลี้ยงลูกอะไรด้วย “ออยไม่ได้เตรียมใจจะมีลูกนะ เหมือนเขามาแบบธรรมชาติมากๆ แล้วอยู่ดีๆ ต้องมาปรับโหมดความเป็นแม่ขึ้นมา ไม่อ่านคู่มือแม่ใดๆ เลย แบบพอท้องเจ็ดเดือน ก็ไปอ่านย้อนตอนท้องสองเดือน ไม่เคยนั่งชิลล์คุยกับลูก จนมาวันหนึ่งเขามาเตะเรา ก็เริ่มเอ๊ะกับตัวเองว่า เรามีอีกคนหนึ่งในท้องนะ แต่ก็ยังไม่รู้จริงๆ ว่าความเป็นแม่ ความรักตรงนั้นคืออะไร” เธอทำงานตลอดเวลา ตอนไปคลอดต้องใช้เวลา 12 ชั่วโมงเบ่งคลอด จนลูกเธออาการเริ่มไม่ดีแล้ว “หมอบอกลูกไม่ออกมา หัวใจเริ่มดร็อพแล้ว ก็เลยเข็นเข้าห้องฉุกเฉิน บล็อคหลัง อีก 15 นาที ลูกก็ออกมาเลย”

ความเป็นแม่เริ่มเข้ามาในชีวิต

“จนพอคลอดเสร็จ กลับมาบ้าน ออยถึงเริ่มรู้จักความเป็นแม่ ช่วงแรกๆ สติแตกเลย ร้องไห้บ่อยมาก แล้วก็มีเรื่องงานที่ต้องทำต่อ งานเข้าเยอะมาก เพิ่งได้ไปขายในประเทศใหญ่ๆ ต้องไปออกอีเวนท์ที่ดูไบด้วย” ความเปลี่ยนไปของชีวิต ทำให้ออยเศร้ามาก “กินข้าวไป น้ำตาไหลไป น้ำนมก็ไม่ออก งานก็ต้องลุยเองทุกอย่าง” แต่สิ่งหนึ่งที่มากระชากทุกสิ่งของเธอก็ตอนเริ่มสังเกตว่าลูกผอมมาก “ออยไม่รู้ตัวเลยว่าลูกผอมไป พอมารู้ก็เครียดเลย เลยตัดสินใจว่าต้องให้นมผงลูกแล้ว ไม่อยากกังวลเรื่องน้ำนมไม่พอแล้ว” โมเมนท์นั้นทำให้เธอเข้าใจความเป็นแม่ทุกสิ่งที่สุด “ออยร้องไห้หนักมาก เพราะรู้แล้วว่าชีวิตลูกเรา เขามีแต่แม่ เขายึดติดกับแม่ เราเป็นแม่ เราต้องปกป้องลูกสิ เราต้องรู้จักคิดให้ได้สิ ที่ลูกร้องไห้ทั้งคืน ก็เพราะคนอื่นอุ้ม แต่พอเราไปอุ้ม ลูกหยุดร้องทันที”

ตื่นขึ้นมาทันที แล้วระบบการทำงานทั้งหมดก็เปลี่ยนไป

ออยเริ่มคิดได้ เธอเพิ่งรู้ว่า ลูกคือสิ่งมีชีวิตที่ต้องการความรักจากแม่ที่สุด เธอหันมาเลือกลูกเป็นสิ่งแรกของชีวิต “พอเหมือนตื่นขึ้นมา ตาสว่างปั๊บ ออยรู้เลยว่าเราเลือกลูก โอสปาเป็นความฝัน แต่นี่คือคนที่มีชีวิตจริงๆ แล้วหลังจากโมเมนท์นั้น ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเลย” ออยตั้งใจกับตัวเองว่าจะไม่เครียด จะไม่ยอมเฟลกับความเป็นแม่ เพราะมันไม่มีคำว่าแก้ตัว คำถามต่อมาของออยคือ จะบริหารความฝัน ในขณะที่จะเลี้ยงลูกให้ดีที่สุดได้ยังไง ผลที่ได้คือ เธอยังทำแบรนด์เหมือนเดิมนั่นล่ะ แต่ยึดติดให้น้อยลงเท่านั้นเอง “ออยเริ่มถอยออกจากการคอนโทรลทุกอย่าง แล้วรู้จักรอมากขึ้น จากปกติที่กดดันออเดอร์ลูกค้า ก็ไม่ไปตามจี้เหมือนเดิม ให้เขาหายใจ ไม่เครียดด้วยว่าทำไมเขาทำแบบนี้ๆ” จากการเปลี่ยนนี้เลยทำให้เธอเริ่มหันมาเข้าใจในมุมของลูกค้ามากขึ้น ไม่เอาตัวเองเป็นเซ็นเตอร์แล้ว

ลูกสอนเรื่องความรักให้อย่างแรง

ถามออยว่าลูกสอนอะไรกับเธอที่สุด “ลูกสอนให้ออยรักคนอี่นมากกว่าตัวเอง แต่กอนออยไม่เข้าใจความรักของพ่อแม่นะ เราจะไม่ฟัง โฟกัสแต่ตัวเอง จนพอมีลูกก็เลยรุ้ว่าเราคอนโทรลอะไรไม่ได้เลย ลูกมาท้าทายเรา เขาเป็นอีกคนที่มาจากเรา แล้วมาบอกว่าเราเป็นอะไร เขาสะท้อนทุกสิ่งที่เราเป็น เขาสอนเราหมดทุกอย่าง” แล้วน้องธัญญ่าก็ไม่ใช่ง่ายๆ ออยบอกว่าเธอมาแบบเลี้ยงยากมากๆ เหมือนมาฝึกแม่สายตรงเลย “ซินแสยังบอกออยเลยว่ามีธัญญ่า เหมือนมีลูก 10 คนนะ”

ลูกค้ากลับแฮปปี้ขึ้น ได้เปิดตลาดมากขึ้นด้วย

เพราะลูกทำให้เธอเข้าใจ และมองออกไปนอกจากตัวเอง เลยเห็นความสำคัญของคนอื่น จนลูกค้าบอกกับเธอว่า เธอเข้าใจพวกเขามากขึ้น “แต่ก่อนออยทำงานแบบไม่มีอะไรลึกซึ้งเลย ไม่สนใจเรื่องอื่นนอกจากการทำธุรกิจ แล้วพอเจอลูกทดสอบทุกวัน ออยเลยต้องนิ่ง และต้องชิลล์ให้ได้” เธอขยายความว่าอย่างสมัยก่อนถ้าลูกค้าไม่มีออร์เดอร์ขั้นต่ำ เธอก็จะไม่ขาย แต่ตอนนี้เธอกลับบอกเขาว่า ไม่ต้องซื้อหรอก เอาไปใช้ก่อนเลย ถ้าชอบค่อยมาบอก และอย่างถ้าเป็นขายในประเทศกัมพูชา เธอก็จะเข้าใจว่า จะให้เขามาขายแพงกว่าเมืองไทยได้ยังไง ราคาที่นั่นก็จะถูกกว่าซื้อเมืองไทยด้วย

เปิดตลาดไป 16 ประเทศแล้ว เพราะกลยุทธิ์ที่ได้มาจากลูกนี่ล่ะ

ความยืดหยุ่นของออย เลยทำให้เธอทำธุรกิจชิลล์ขึ้น ลูกค้าพอใจมากขึ้น จนออยเปิดตลาดไป 16 ประเทศ ก่อนมีลูกเธอจะขายไป 7 ประเทศ ใช้เวลาห้าหกปี แต่พอมีลูก ภายใน 1 ปี เธอก็เปิดไปอีก 9 ประเทศ ออยบอกว่า “ลูกค้าพอใจมากขึ้น ก็เลยขายได้มากขึ้น อย่างแต่ก่อนลูกค้าส่งการ์ดคริสต์มาสมา เราก็บอกแค่ขอบคุณ แต่เดี๋ยวนี้เรากลับส่งให้เขาก่อนเลย” เมื่อก่อนเธอโฟกัสแต่ยอดขายด้วย ชีวิตก็จะพุ่งทะยานหนักมาก เครียดมาก ไม่ได้เอนจอยอะไร เธอไปเมืองนอก พิทช์งาน ใช้สมองนั่งคิดๆๆๆ แต่เรื่องโอสปา แต่ตอนนี้เธอได้ถอยออกมา กลับจะเห็นปัญหาชัดขึ้นอีก รู้ว่าทำอะไรแล้วจะพลาด ก็จะถอยทัน สุดท้ายเลยเข้าใจว่า จะไปควบคุมแบรนด์ไว้แบบนั้นไม่ได้ ต้องถอยออกมา แล้วปรับตัวให้เข้ากับเศรษฐกิจโลกด้วย

แม่ๆ ที่อยากทำแบรนด์ของตัวเอง ออยแนะนำว่า…

พอมาถึงตอนนี้ เราเลยถามสิ่งที่อยู่ในใจของแม่ๆ และแม่ทำงานทุกคน ที่อยากมีธุรกิจของตัวเอง ออยบอกว่า “ทำธุรกิจของตัวเองไม่ได้สวยอย่างที่ฝันเลย ลำบากมากๆๆๆๆๆ ความเป็นจริงคือต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และเครียดมาก ถามตัวเองหลายครั้งเลยว่า เรามาถูกทางไหม วันหยุด วันลาจะไม่มี ที่คิดว่าจะได้อยู่กับลูก กลับเป็นต้องทำงานตลอด” ออยถึงกับอินเนอร์มาตอนถามคำถามนี้ แต่ก็มีสิ่งดีๆ ที่เธอฝากมาบอกเหมือนกัน “แต่ข้อดีก็คือ เราเข้าใจอะไรแบบทางลัดในหลายๆ อย่าง เรากลายเป็นคนที่มีพลัง เข้มแข็ง เพราะเจออุปสรรคมาเยอะ เราเข้าใจชีวิตเร็ว ทุกวันคือความท้าทาย และเรามีความรับผิดชอบต้องดูแลคนอื่น”

ถ้าอยากทำแบรนด์จริงๆ เธอบอกว่า “ต้องถามตัวเองว่ารับมือกับความผิดหวังได้มั้ย แบบที่ไม่คาดคิดมาก่อนเลย เช่น เงินหมุนไม่ทัน ออร์เดอร์ถูกเทกลางคัน ลูกน้องมือขวาลาออกไปทำโปรดัคท์เหมือนกัน และอีกมากมาย” และเธอบกว่าสำคัญมากคือ “ต้องเข้าใจว่าทำไมเราอยากทำธุรกิจ ต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อน ถ้าคนทำงานอยู่จะลาออก ออยอยากแนะนำให้ทำอาชีพเสริมก่อน ดูว่าใช่มั้ยจริงๆ เพราะถ้าลาออกมาทำเอง แล้วเลี้ยงลูกด้วย มันจะยากมากๆ แต่ถ้าทำได้ ออยบอกเลยว่าโอกาสของคนเป็นแม่แล้วทำธุรกิจสำเร็จมีสูงนะ เพราะมีลูกเป็นแรงขับ คือเราจะแพ้ไม่ได้”

แต่สิ่งหนึ่งที่เธอได้จากการทำธุรกิจมา 8 ปีเต็มของเธอที่คุ้มค่าที่สุดก็คือ “ออยรู้เลยว่าควรปล่อยวางเรื่องลูกด้วย เราจะไม่คอนโทรลเขา เราจะเลี้ยงให้เขาเข้าใจชีวิต ให้เขาซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเอง ให้เขามีน้ำใจ ให้เขามองว่าตัวเองไม่ใช่เซ็นเตอร์ของทุกอย่าง เขาจะได้มีความสุขยาวๆ

มัมสกรีมขอขอบคุณ คุณแม่ออย กรกร เตชะพูลผล เจ้าของแบรนด์ O-Spa แบรนด์บิวตี้ไทยๆ ที่ใช้ดีมาก และโกอินเตอร์ไปแล้ว ใครอยากลองใช้บิวตี้ของออย ลองเข้าไปที่เพจ Facebook: O-Spa International ดูนะคะ อย่าพลาดสบู่เด็กกลีเซอรีนใส ไม่พ้แน่อน สบู่สครับชาร์โคลงาดำ และบอดี้ โลชั่นกลิ่นดอกไม้ไทยๆ ของเธอ

 

Copyright 2018 www.momscream.com

14 January, 2018
Mom's Life